Showing posts with label Parent. Show all posts
Showing posts with label Parent. Show all posts

Friday, 14 February 2014

20 วิธีเสริมพลังสมองเด็ก 0 - 3 ปี

20 วิธีเสริมพลังสมองเด็ก 0 - 3 ปี
โดย นพ.อุดม เพชรสังหาร

ช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบ เป็นช่วงที่สมองของเด็กมีการเติบโตมากกว่าช่วงวัยอื่นๆ หากพ่อแม่สร้างสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้เหมาะสม สมองของเขาก็จะเติบโตและพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ความสมบูรณ์ของสมองในช่วงนี้คือรากฐานสำคัญของชีวิตและความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ของคนเราเมื่อเติบโตขึ้น

สมอง, กิจกรรมพัฒนาสมอง, การพัฒนาสมอง, เด็ก 1-3 ปี, เด็กวัยเตาะแตะ, พัฒนาการ, การเล่น, การนวดตัว, นวดเ็ด็ก, จินตนาการ, หนังสือภาพ, ของเล่น, การกอด, เล่นกับลูก, อาหารพัฒนาสมอง, นิทาน, เพลงกล่อมลูก

โจเซฟ เลอดอกซ์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองระดับแนวหน้าของโลกคนหนึ่ง ถึงกับกล่าวไว้ว่า “Who we are, we are our synapses.” ซึ่งช่วยตอกย้ำว่าสมองของคนเรามีความสำคัญเพียงไร (synapse หมายถึงรอยเชื่อมต่อของเซลล์สมองแต่ละเซลล์, ผู้เขียน)

อย่างไรก็ตาม แม้สมองจะมีความสำคัญปานนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวิธีการที่ทำให้สมองมีพัฒนาการ มีการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์จะมีความสลับซับซ้อนและยุ่งยากแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ทุกอย่างเป็นไปตาม หลักธรรมชาติ อะไรที่ฝืนธรรมชาติ อะไรที่เกินธรรมชาติ อาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของสมองได้

เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ก็แปลว่าพ่อแม่ ครู ผู้คนรอบข้างสามารถช่วยเหลือเด็กในการสร้างและพัฒนาสมองของพวกเขาได้ ขอเพียง “เข้าใจในธรรมชาติของเด็ก และธรรมชาติสมองของพวกเขา” เท่านั้น

นั่นคือ หลักธรรมชาติที่ว่า “Use it or lose it.” ความหมายคือ สมองเติบโตและพัฒนาได้เพราะเราใช้งานมัน ตรงกันข้ามหากเราไม่ใช้งาน สมองก็จะลีบฝ่อและถูกทำลายไปในที่สุด

และหลักธรรมชาติที่ว่า สมองทำงานพร้อมกันทั้งสองข้าง ไม่มีแยกซ้ายแยกขวาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การพัฒนาสมองจึงต้องยึดหลักองค์รวม ไม่ใช่การแยกส่วนพัฒนา

รวมถึงหลักธรรมชาติที่ว่า สิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ ช่วยให้สมองมีพัฒนาการที่สมบูรณ์สิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ในที่นี้หมายถึง สิ่งแวดล้อมที่มีคนพูดคุยด้วย เล่นด้วย สิ่งแวดล้อมที่มีวัตถุดิบให้ได้สำรวจ เรียนรู้ ตามความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก สิ่งแวดล้อมที่ท้าทายความอยากรู้ สิ่งแวดล้อมที่มีความปลอดภัย ไม่กดดัน
ต่อไปนี้คือตัวอย่างของกิจกรรมง่ายๆ ที่พ่อแม่ สามารถลงมือทำเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเจริญเติบโตของสมองของลูกได้ด้วย 20 วิธี ดังนี้

1. ดูแลเรื่องอาหารการกิน ให้เป็นไปตามธรรมชาติของวัย เด็กควรได้รับสารอาหารอะไร ควรเพิ่มสารอาหารอะไร แต่สิ่งที่อยากจะย้ำเกี่ยวกับเรื่องอาหารก็คือ “อย่าให้ลูกกินหวาน”

โดยเฉพาะรสหวานที่มาจากน้ำตาลซึ่งเป็นสารโมเลกุลเล็ก เพราะมันจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงเกินความพอดี ทำให้ร่างกายต้องขับสารบางอย่างออกมาเพื่อขจัดน้ำตาลที่เกินพอดีนี้ ผลก็คือทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติภายในเวลาอันรวดเร็ว

ในการทำงานของสมองนั้น สมองต้องการน้ำตาลในระดับที่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป ส่วนรสหวานที่มาจากผลไม้ ผัก หรือธัญพืช เป็นสารที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ ซึ่งจะค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกาย จึงไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อพัฒนาการของสมอง

2. เวลาอาหารของลูกอย่าทำให้เป็นเวลาแห่งความทุกข์ หรือเป็นการบังคับขู่เข็ญ เพราะจะทำให้เขาปฏิเสธอาหาร ซึ่งจะมีผลเสียต่อพัฒนาการของสมอง ต้องทำให้ลูกรู้สึกว่าเวลาอาหารคือเวลาแห่งความสุข

3. พูดคุยเล่นกับลูก แม้เขาจะยังพูดไม่ได้ เสียงสูงๆ ต่ำๆ ของพ่อแม่จะกระตุ้นประสาทการได้ยิน ท่าทางประกอบคำพูดจะบ่งบอกความหมายของคำพูด มันคือจุดเริ่มต้นของการรู้ภาษา รวมทั้งความสามารถในการสื่อสาร

4. เล่นกับลูกบ่อยๆ จับปูดำขยำปูนา ตบแผะ จ้ำจี้ ฯลฯ การเล่นเช่นนี้ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวมือ ขา ร่างกาย ส่งผลต่อพัฒนาการของสมองที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว

5. ฝึกอ่านใจลูก และตอบสนองต่อความต้องการของลูกให้ถูก การชี้นิ้วมือแบบนี้หมายถึงอะไร เสียงแบบนี้เขาต้องการอะไร การตอบสนองตรงกับความต้องการจะทำให้เขารู้สึกว่าตนเองมีค่า สิ่งนี้ช่วยพัฒนาสมองส่วนอารมณ์และความรู้สึกของเขาให้มีความสมบูรณ์

6. ใช้หนังสือภาพ (Picture Book) หมั่นชวนลูกดูหนังสือภาพ เพราะนอกจากจะช่วยกระตุ้นสายตาและการมองแล้ว ยังช่วยให้เขาได้เรียนรู้ภาษา เรียนรู้สิ่งรอบตัวผ่านหนังสือภาพได้อีก

7. การเล่านิทานให้ลูกฟัง จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของภาษาและการสื่อสาร กระตุ้นการคิด จินตนาการ สมาธิ และที่สำคัญทำให้เขารู้ว่าเรารักเขา ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย อบอุ่น

8. ร้องเพลงกล่อมลูก เสียงสูงๆ ต่ำๆ แถมมีจังหวะด้วยช่วยกระตุ้นสมองได้ดี พัฒนาการของภาษา สมาธิ การคิด ความจำจะถูกกระตุ้นจากเสียงเพลง ข้อสำคัญยังตอกย้ำว่าเรารักเขา

9. หาของเล่นที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก ของเล่นที่ช่วยพัฒนาความคิด จินตนาการ ฝึกความอดทน ฝึกการแก้ปัญหามาให้ลูกเล่น ไม่จำเป็นต้องเป็นของแพงหรือมีกลไกซับซ้อน ขอเพียงช่วยสร้างสิ่งที่กล่าวไว้ให้ลูกเราได้ก็พอ

10. การโอบกอด สัมผัส ลูบผมหอมแก้ม ดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ช่วยกระตุ้นการหลั่ง Nerve Growth Factor ซึ่งจะไปกระตุ้นสมองให้มีพัฒนาการและเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ ข้อสำคัญคือส่งสัญญาณให้เขารับรู้ว่าเรารักเขา

11. เวลาลูกร้อง ตอบสนองให้ไว เพราะเด็กทุกคนต้องการความปลอดภัย เมื่อเขารู้สึกว่าตนเองปลอดภัย สมองของเขาก็จะพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์ ในสภาวะที่ไม่ปลอดภัย สมองจะพัฒนาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหนีภัยเท่านั้น

12. การนวดตัว เวลาที่เด็กเครียดช่วยให้เด็กผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี เวลาเขาไม่สบาย เวลาที่เขาเสียใจ ลองช่วยนวดก็น่าจะดี อย่าลืมว่าเวลาเด็กเครียดสมองของเขาจะไม่พัฒนา

13. สร้างสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ปลอดภัย เพื่อให้เขาได้สำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างอิสระ โดยที่เราไม่ต้องกังวล หรือต้องคอยห้ามปราม สมองของเด็กเติบโตเพราะการได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ปลั๊กไฟ ของมีคม ของที่จะทำให้เกิดอันตราย ต้องแยกออกไป

14. ทำความเข้าใจพื้นอารมณ์ (Temperament) ของลูกเพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนขี้โมโห บางคนขี้อาย บางคนกล้าที่จะแสดงออก ยอมรับความเป็นตัวเขาแล้วค่อยๆ พาเขาพัฒนาตนเองไปสู่สิ่งที่ทุกคนยอมรับ การฝืนและบังคับให้เป็นไปตามที่เราต้องการทันทีจะทำให้เด็กขาดความมั่นใจ และไม่สามารถที่จะเรียนรู้สิ่งที่เราอยากให้เป็นได้

15. มีความคงเส้นคงวา ตอบสนองต่อเด็กอย่างชัดเจนและในทัศนะท่าทีแบบเดิมต่อพฤติกรรมแบบเดิมของเด็ก ความคงเส้นคงวาของเราจะทำให้เด็กสามารถคาดการณ์สิ่งต่างๆ ได้อย่างไม่สับสน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการเรียนรู้ของเขา

16. “จับถูก” อย่า “จับผิด” เพราะมนุษย์พัฒนาได้ดีจากจุดแข็ง ให้รางวัลในสิ่งที่เขาทำได้และเราอยากให้ทำและต้องไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เขายังทำไม่ได้

17. เป็นต้นแบบในการแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นให้ลูกเห็น และในจังหวะที่เหมาะที่ควร การสอนให้ลูกรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นสอนได้ด้วยการทำให้เห็น ไม่ใช่สอนด้วยคำพูด

18. ให้ลูกได้เล่นอย่างอิสระ เช่น เล่นกองทราย เล่นน้ำ (เวลาอาบน้ำ) เพราะช่วยบ่มเพาะสมองส่วนจินตนาการ

19. ทำตัวของเราให้สนุกไปกับกิจกรรมของลูก เพราะการช่วยบอกเขาว่า “เรื่องของหนู น่าสนใจจริงๆ” ทำให้เขาเกิดความมั่นใจ ซึ่งจะเป็นแรงเสริมต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็ก

20. ทำทุกอย่างที่ว่ามาทั้งหมดด้วยความรัก และความเข้าใจในตัวเขา อย่าเอาลูกไปเทียบกับคนโน้นคนนี้ เพราะเขาก็คือเขา ไม่มีทางที่จะเหมือนคนอื่นไปทั้งหมด

หวังว่าคงช่วยให้พ่อแม่เกิดความสบายใจว่า การพัฒนาสมองลูกการช่วยให้สมองของลูกมีความสดใสกระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลานั้น ไม่ใช่เรื่องยากขอเพียงเราเข้าใจหลักธรรมชาติ ของสมองเท่านั้นเอง

ที่มา: www.momypedia.com

ความเข้าใจผิดเรื่องนมแม่และอาหารของแม่หลังคลอด

1) แม่ให้นม ไม่ต้องทานมากๆ เพื่อบำรุงน้ำนม!
แม่จะอ้วน น้ำหนักจะไม่ลดซะที
แต่ให้คุณแม่ทานพอเหมาะ ทานมากขึ้น 500 แคลอรี่ ซึ่งเท่ากับ ก๋วยเตี๋ยว 1 ชามต่อวันเท่านั้น
เราทานเพื่อบำรุงตัวเอง ไม่ใช่บำรุงน้ำนมค่ะ
ใครที่ทานมากๆ และคิดว่าจะบำรุงน้ำนม ระวังจะลดไม่ลงนะคะ

ร่างกายจะดึงสารอาหารจากร่างกายของแม่เพื่อสร้างนมแม่
ถ้าแม่ทานอาหารไม่ครบหมู่ แม่จะโทรมและขาดอาหาร
น้ำนมแม่จะดีพร้อมเสมอนะคะ
ถ้าแม่ขาดอาหาร อดอาหาร น้ำนมแม่จะดีเสมอ แต่ร่างกายจะผลิตน้ำนมน้อยลงเพื่อปกป้องแม่ไม่ให้ขาดอาหารไปมากกว่านี้ค่ะ

2) แม่ไม่ต้องทานมากๆ เพื่อให้มีน้ำนม
ตามที่ได้นำเสนอไปเมื่อหลายวันก่อน กลไกการสร้างน้ำนมอยู่ที่การดูดกระตุ้น
ไม่เกี่ยวข้องกับการกิน กระเพาะอาหารไม่ช่วยผลิตน้ำนมค่ะ

แม่ที่กินมากๆ บำรุงแต่"ของดี" จะ "โชคร้าย" และไม่มีน้ำนมเลยถ้าไม่ให้ลูกดูด
แต่แม่ที่ทานอาหารครบหมู่ปกติทั่วไป จะมีน้ำนมมากสุดๆ ขอเพียงให้ลูกดูดมากๆ/หรือมีวินัยการปั๊มถ้าลูกไม่ดูดเต้าค่ะ

แม่ให้นมบุตร น้ำหนักจะลดเร็วมากโดยไม่ต้องอยู่ไฟ ไม่ต้องพึ่งยาใดๆ ค่ะ
วันหนึ่งแม่ให้นมจะเผาผลาญเทียบเท่าไปวิ่งจ๊อกกิ้ง 1 ชม. นะคะ
(เหนื่อยจะตาย สู้เรานอนให้นมเฉยๆ ไม่ได้เลย สบายกว่าเยอะ)

แต่เราต้องไม่ตามใจปาก ไม่ทานของหวานขนมนมเนย ของจุบจิบ หรือขนมกะทิบ่อยๆ
น้ำหนักจะไม่ลดค่ะ
แถมเต้านมตันง่าย นมแข็งกลายเป็นหิน ลูกแพ้โปรตีนนมเนยผ่านนมแม่ได้อีก
กินพอดีๆ ทานอาหารครบหมู่ ทานผักผลไม้ดีที่สุดนะคะ ผิวลูกและแม่จะสวยมากค่ะ

ที่มา: นมแม่ แบบแฮปปี้

ลูกดื้อ ทำอย่างไรดี ใช้วิธีขู่ดีไหม

"ลูกชายวัย 2 ขวบครึ่ง มีปัญหาเรื่องพูดอะไรก็ไม่เชื่อ คุณแม่ห้ามอะไรไม่ค่อยฟัง ก็เลยต้องใช้วิธีการงัดสิ่งที่เขากลัวขึ้นมาขู่จึงจะยอมเชื่อ เช่น เดี๋ยวเรียกเสือมานะ เรียกหมามากัดนะ แต่คุณแม่ก็กังวลว่าจะเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสม อยากถามคุณหมอว่าจะมีวิธีอะไรดีกว่านี้ในการห้ามปรามลูกไหมคะ"

การขู่เป็นวิธีที่ง่ายในการทำให้ลูกหยุดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ได้บ้าง แต่จะไม่ได้ผลถาวร และ มีผลเสียตามมา เช่น

1.ลูกจะมีพัฒนาการด้านภาษาไม่ดี เพราะสิ่งที่พ่อแม่สื่อสารกับลูก จะช่วยพัฒนากระบวนการทางความคิดให้กับลูก ถ้าการบอกเหตุและผลสอดคล้องกัน จะทำให้ลูกมีพัฒนาการทางด้านภาษาที่ดีกว่า พัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ก็จะดีตามไปด้วย เนื่องจากการที่ลูกได้เรียนรู้ว่าหากทำหรือไม่ทำแบบนี้ ผลที่เกิดตามมาจะเป็นอย่างไร จะช่วยให้ลูกเรียบเรียงความคิด และสื่อสารออกมาได้ดีกว่าการที่ได้รับข้อมูลแบบไม่เป็นเหตุเป็นผล เช่น ถ้าลูกดื้อไม่ยอมกินข้าว แล้วคุณแม่บอกว่า จะเรียกเสือมากัด แทนที่จะพูดว่า ถ้าลูกไม่กิน ลูกก็จะหิว เพราะลูกก็จะไม่ได้กินอะไรอีก จนกว่าจะถึงมื้อต่อไป ลูกก็จะงงว่า ไม่กินข้าว แล้วเสือจะมากัดได้ยังไง เมื่อเหตุและผลไม่สอดคล้องกัน ลูกก็ไม่เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

2.ทำให้ลูกเป็นคนขี้กลัว วิตกกังวลได้ง่าย เช่น “ถ้าซน จะให้หมอฉีดยาเจ็บๆ” “ถ้าไม่ยอมนอน ผีจะมาจับตัวไป” เหล่านี้จะทำให้ลูกกลัวหมอแบบไม่มีเหตุผล หรือ ทำให้ลูกกลัวความมืด ไม่ยอมนอนยิ่งกว่าเดิม เพราะกลัวว่าผีจะมาจับตัวไปจริงๆ

3.ถ้าคำขู่นั้นไม่เป็นจริง ลูกก็ไม่เชื่อถือพ่อแม่ ไม่สนใจคำขู่อีกต่อไป

4.คำขู่อันตราย เช่น “ถ้าทำแบบนี้ จะไม่รักนะ” ห้ามใช้เด็ดขาด เพราะเป็นสิ่งบั่นทอนจิตใจลูก ยิ่งใช้บ่อยๆ จะทำให้ลูกเชื่อว่าพ่อแม่ไม่รัก กลายเป็นเด็กที่ไม่มีความสุข เมื่อไม่มีความสุขก็จะยิ่งมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์มากขึ้น หรือ ดื้อมากขึ้นกว่าเดิม เพราะต้องการทดสอบว่า ที่จริงแล้วพ่อแม่ยังรักเขาอยู่หรือเปล่า

ต่อไปนี้ คือ วิธีการที่ใช้ได้ผลมากกว่า

1.พูดชมเชยเวลาลูกมีพฤติกรรมที่ดี เช่น "หนูน่ารักมากๆ เวลาที่หนูไม่ตะโกน” “ลูกเก่งมากที่กินผักวันนี้”

2.เป็นตัวอย่างที่ดี เช่น การเข้าคิวซื้อกาเร็ตป๊อปคอร์น/คริสปี้ครีมไม่แซงคิว การผลัดกันไม่แย่งกันเวลาเจอของแบรนด์เนมลดราคา การรอคอยอย่างอดทนไม่โวยวายเวลาต้องรออะไรนานๆเช่นเวลารอตรวจที่รพ. เป็นต้น

3.บอกผลตามมาที่เป็นจริง ซึ่งอาจเป็นการให้รางวัล ทำสิ่งที่ลูกชอบ หรือ การงดของที่ลูกชอบ เช่น "ถ้าลูกไม่เก็บของเล่นให้เรียบร้อย แม่จะเก็บแล้วหนูจะไม่ได้เล่นอีก 3 วัน” “ถ้าลูกแบ่งของให้น้องเล่น วันนี้แม่จะอ่านนิทานให้ฟังเพิ่มขึ้นอีก 1 เรื่อง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้จริงเท่านั้น ซึ่งจะทำให้พ่อแม่เป็นคนที่เชื่อถือได้ในคำพูด

4.ไม่พูดว่า “จะไม่รักลูก” ให้พูดว่า “แม่รักลูก แต่แม่เสียใจที่ลูกไม่เชื่อฟังแม่” “แม่รักลูก แต่แม่ไม่ชอบเวลาที่ลูกดื้อกับแม่” “แม่รักลูก แต่ถ้าลูกทำผิด แม่ก็ต้องลงโทษลูก"

ปล.1 ป๊อบคอร์น คริสปี้ครีม เป็นอาหารกลุ่มเสี่ยง มีเนยนมชีส กินแล้วแพ้ได้ และ อ้วนด้วยค่ะ หญิงตั้งครรภ์และคุณแม่ให้นมแม่ไม่ควรกิน และคุณพ่อก็ไม่ควรกินยั่วคุณแม่ด้วย เพื่อไม่ให้คุณแม่ตบะแตก

ปล.2 คุณแม่ให้นมแม่ สามารถซื้อของแบรนด์เนมดีๆได้บ้าง เพราะมีเงินเหลือจากค่านมผง และ ค่ารักษาพยาบาลเวลาลูกเจ็บป่วยปีละหลายหมื่นบาท

Credit: สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

Monday, 6 January 2014

ปัญหาลูกน้อยขี้วีน

ความจริงเรื่องความโกรธ อารมณ์ร้าย ขี้โมโหก็เป็นเรื่องปกติที่เด็กวัยนี้จะเป็น แต่จะมากจะน้อยก็แล้วแต่พื้นอารมณ์ของเด็กและการเลี้ยงดู

เด็กวัยนี้อาจจะแสดงอารมณ์โกรธหรือโมโหได้ง่าย เพราะอยู่ในช่วงที่ชีวิตเปลี่ยนแปลง เช่น บางคนต้องไปโรงเรียนทั้งๆ ที่ยังไม่อยากไป หรือหนูบางคนอาจจะรู้สึกถูกละเลยจึงต้องเรียกร้องความสนใจด้วยการโกรธอยู่เสมอจนติดเป็นนิสัย ซึ่งถ้าเจออารมณ์ของลูกแบบนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องมีวิธีรับมือ และช่วยลูกให้ค่อยๆ ปรับอารมณ์ เรียนรู้เรื่องอารมณ์ของตนเอง และรู้จักควบคุมอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ

1) ไม่ควรนิ่งดูดายบนอารมณ์ร้ายของลูก

พ่อแม่บางคนเบื่อหน่ายลูกที่ขี้วีน พอลูกอาละวาดก็เลยใช้วิธีไม่สนใจทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งวิธีนี้ลูกจะแสดงอารมณ์โกรธบ่อยๆ จนเป็นนิสัย กลายเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ ขี้หงุดหงิด และแก้ไขปัญหาด้วยการใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลต่อไป

2) อย่าตำหนิลูกรุนแรงเวลาลูกแสดงอารมณ์โกรธ

การตำหนิทำให้หนูน้อยรู้สึกผิด ยิ่งรู้สึกผิดยิ่งกราดเกรี้ยว หงุดหงิดก็แย่อยู่แล้วและยังถูกดุว่าต่ออีก ลูกจะยิ่งรู้สึกไม่ดีและจะกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีกับสุขภาพจิตเลย การที่ให้เด็กแสดงความรู้สึกออกมานั้นเป็นการช่วยเด็กระบายความรู้สึกที่ไม่ดีออกมา ต้องสอนให้เด็กเรียนรู้ว่า ไม่ผิดที่จะโมโห หรือ โกรธ แต่ลูกต้องแสดงออกทางอารมณ์ให้เหมาะสม ซึ่งพ่อแม่ต้องช่วยเหลือเด็กให้รู้จักวิธีแสดงออกที่เหมาะสม

ข้อแนะนำ : เวลาที่ลูกโกรธ แสดงว่าลูกรู้สึกไม่มั่นคงทางอารมณ์ คุณพ่อคุณแม่ควรจะเป็นที่พึ่งพิงที่หนักแน่นมั่นคง กอดลูกไว้ และเมื่อลูกสงบจึงอธิบายถึงเหตุและผลให้ลูกฟังอย่างนุ่มนวล ด้วยวิธีที่ไม่ใช่การตำหนิดุด่า

3) อย่าแก้ปัญหาด้วยการตามใจเด็ก

ไม่ใช่จะตามใจทุกเรื่องจนลูกติดเป็นนิสัย เพราะลูกจะเรียนรู้ว่าต้องวีนจึงจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ในสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล

อันไหนไม่ได้ก็ต้องบอกลูกให้ชัดเจนว่าไม่ได้ ถึงหนูจะร้องไห้ แม่ก็ไม่สามารถให้ลูกได้ วิธีแก้ปัญหาไม่ใช่การให้สิ่งที่เขาต้องการเสมอไป

แต่ควรใช้วิธีงเบี่ยงเบนความสนใจ และสุดท้ายเมื่อลูกสงบจึงพูดคุยกับลูกถึงเรื่องที่ผ่านมาว่าทำไมจึงไม่ได้ และการที่ลูกอาละวาดแบบนี้ไม่ดียังไง ทำให้คุณพ่อคุณแม่เสียใจอย่างไร แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะขัดใจไปทุกเรื่องนะคะ ให้ได้ก็ให้ ให้ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไม่ได้เพราะอะไร ซึ่งหนูน้อยก็จะค่อย ๆ เรียนรู้ว่าเขาจะไม่ได้ในทุกสิ่งที่ตัวเองต้องการตลอดไป และการแสดงอารมณ์โกรธเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการก็ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาเสมอไป

4) เทคนิคสยบอารมณ์ร้ายของลูก

รับฟังลูกเสมอ เวลาโกรธ ใครๆ ก็อยากจะระบายออกมาว่าไม่พอใจอะไร คุณพ่อคุณแม่ควรจะฟังลูกนะคะ ถึงแม้หนูจะตะโกนเสียงดังแค่ไหน ก็ต้องรับฟังเขาเสมอ

สัมผัสรักบรรเทาโกรธ กอดลูกไว้ ลูบหลังไหล่ จับมือลูกไว้ดีกว่าค่ะ การที่มีคนมาสัมผัสลูกจะรับรู้ถึงความอบอุ่นใจ และมั่นคงจากพ่อแม่ การที่ลูกอาละวาดนั่นเพราะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ซึ่งหนูน้อยก็รู้สึกตกใจนะคะ ที่อารมณ์ของตัวเองอยู่เหนือการควบคุมอย่างนี้ การสัมผัสจะช่วยคลายอารมณ์ที่กำลังไม่มั่นคง และอยู่เหนือการควบคุมของลูกให้สงบลงได้

ระบายอารมณ์ด้วยศิลปะ ลองหาสี กระดาษให้เขาได้ระบาย วาดรูป หรือเขียนอะไรก็ได้ตามใจ บอกลูกว่าหนูโกรธอะไร หงุดหงิดเรื่องอะไร หรือว่าอยากได้อะไรลองวาดเป็นรูปให้คุณแม่ดูหน่อยสิ ให้แม่ได้รู้ว่าหนูอยากได้อะไร เสร็จแล้วก็เอารูปวาดนั้นมานั่งคุยกับลูก ว่าอันนี้คืออะไร ที่หนูวาดอย่างนี้ต้องการอะไร

การได้ระบายโดยการวาดออกมา และมีคุณแม่มาสนใจถามไถ่ เป็นการบำบัดอารมณ์อย่างหนึ่งที่นักจิตวิทยาชอบใช้กับเด็ก คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถนำมาใช้ กับการแก้ไขอารมณ์ร้ายของลูกได้ค่ะ

ให้เล่นอะไรที่ใช้แรงเยอะๆ หาของเล่นที่ต้องทุบๆ ตีๆ หรือบีบๆ ปั้นๆ เช่น กลองเด็กเล่น แป้งโด ดินน้ำมัน ให้ลูกได้เล่นแบบใช้แรงเยอะๆ สักพัก ถือเป็นการระบายออกอย่างหนึ่ง เดี๋ยวเดียวแกก็จะลืมความหงุดหงิดอารมณ์ร้ายที่ออกฤทธิ์ไว้อย่างแน่นอน

ให้อยู่ในที่โล่งๆ ถ้าลูกอาละวาดไม่ควรจะจับขังในห้องแคบๆ เหมือนที่ในหนังชอบทำนะคะ เพราะจะทำร้ายจิตใจหนูมาก และที่แคบๆ จะไม่ช่วยให้อารมณ์ลูกผ่อนคลายลงได้เลย แต่ควรหาที่โล่งๆ เช่น พาออกไปที่สนามหน้าบ้าน ที่โล่งๆ จะช่วยให้อารมณ์ของหนูผ่อนคลายได้มากกว่าค่ะ

สงบสยบโกรธ ถ้าทำทุกอย่างแล้วหนูก็ยังไม่หยุดอาละวาด คุณพ่อคุณแม่ควรจะนิ่งสักพัก ปล่อยให้อารมณ์ของลูกลดลงเอง แต่อย่าไปอาละวาดกลับนะคะ เพราะยิ่งจะเหมือนเอาน้ำมันราดลงไปบนกองไฟ

Tips

คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับลูกนะคะ ไม่ควรจะแสดงอารมณ์กราดเกรี้ยวใส่กันในครอบครัว ไม่ควรโกรธหัวเสียใส่ลูกเวลาที่ลูกวีน หรือเวลาอารมณ์เสียแล้วมาลงที่ลูก เพราะหนูน้อยมองดูอยู่ และกำลังเลียนแบบคุณพ่อคุณแม่ทุกขณะจิตค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสารดวงใจพ่อแม่
www.kapook.com

Credit: การดูแลเด็ก ปฐมวัย

Sunday, 24 November 2013

การส่งเสริมให้ลูกเห็นคุณค่าของตัวเอง

เด็กไม่จำเป็นต้องได้รับคำชมทุกครั้งที่ทำดีหรือประสบความสำเร็จเล็กๆน้อย เช่น แม่ที่อยากให้ลูกว่ายน้ำเป็นแล้วคอยชมลูกอย่างเลิศลอยทุกครั้งที่ลูกเพียงแต่เอาหน้าจุ่มน้ำ หลังจากหนึ่งชั่วโมงผ่านไป ลูกก็ยังเอาหน้าจุ่มน้ำแล้วเรียกให้แม่ดูทุกครั้งเพื่อให้แม่ชมเชย ลูกเลยว่ายไปไม่ถึงไหนเลย เพราะเขาคิดว่าเอาหน้าจุ่มน้ำแล้วทำให้แม่พอใจได้ การชมเชยมากเกินไปจะทำให้เด็กพัฒนาความสามารถในการพึ่งพาตัวเองไม่ได้ เพราะต้องพึ่งพาให้คนอื่นคอยชม แต่ข้อเสียของการชมมากเกินไป ไม่แย่เท่ากับการทำตรงกันข้าม นั่นคือ การดุด่าตำหนิลูกตลอดเวลา

วิธีที่ดีในการสร้างให้ลูกเห็นคุณค่าในตัวเอง คือการแสดงให้เด็กเห็นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อเขา ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องอุทิศตนเสียสละความสุขเพื่อรับใช้เขาตลอดเวลา แต่เป็นการแสดงว่าผู้ใหญ่มีความสนุกและมีความสุขเหลือเกินเวลาที่อยู่กับเขา คอยหัวเราะกับลูกเวลาที่ลูกเล่าเรื่องตลกให้พัง ชื่นชมงานศิลปะที่ลูกทำหรือผลการแข่งกีฬา มีความสุขกับการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การตั้งแคมป์ การแสดงละคร รวมถึงการแสดงออกให้ลูกเห็นว่า ลูกมีความสำคัญเช่นกัน สุภาพและมีเมตตา ไม่หยาบคาย เพิกเฉย หรือไม่เห็นด้วยกับเขา เพียงเพราะว่าเห็นเขาเป็นแค่เด็ก คนที่ฐานะต่ำต้อยที่สุดในบ้าน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้เกียรติกับเด็กมาก หรือเปลี่ยนลูกมาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีสูงที่สุดในบ้าน จนลืมศักดิ์ศรีของพ่อแม่ จนเด็กไม่นับถือพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ทำให้ลูกสำคัญตัวผิด และกลายเป็นคนกร่างในสังคม เช่น หากลูกเรอเสียงดังกลางโต๊ะอาหาร พ่อแม่ควรพูดเตือนให้ลูกปิดปาก แทนที่จะตะคอกว่าเขาให้ได้อาย


Credit Facebook พี่ยอ

พ่อ...ก็ช่วยเลี้ยงลูกได้

เคยรู้สึกไหม...ว่าทำไม สามีไม่ค่อยช่วยเลี้ยงลูกเลย
เราเหนื่อยสายตัวแทบขาด ทำงานสารพัด
ทั้งเลี้ยงลูก ทำงานบ้าน ทำงานประจำของตัวเอง
จนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง

เมื่อสามีกลับมาจากทำงานหรือต่างจังหวัด
ก็จะเล่นกับลูก(บ้าง) ดูบอล ดูทีวี เล่นเกม หรือออกไปสังสรรค์กับเพื่อนนอกบ้าน
กลับไม่(ค่อย)ช่วยแบ่งเบาภาระเราบ้างเลย

แล้วเวลาลูกดื้อ ก็บอกว่าเป็นความผิดเรา หาว่าเลี้ยงลูกไม่เป็นอีก มันน่าน้อยใจนัก
อะไรดีๆ กลับไม่เห็นชม หรือให้กำลังใจสักนิด
เราเป็นคน ก็เหนื่อยเป็น โมโหเป็น ท้อเป็นเหมือนกันนะ
จนบางที อารมณ์เสีย ไปลงกับลูกก็มี...
เฮ้อ..เป็นแม่ที่แย่จริงๆเรา เศร้าจนอยากจะร้องไห้วันละหลายๆรอบ
........................................................
...................................................
.........................................

ปัญหานี้หลายๆบ้านคงจะเคยเกิดขึ้น จากโพสต์ที่แล้ว (เรื่อง แม่ผู้น่าสงสาร)
ผมได้ข้อคิดและแนวทางแก้ไขดังนี้ครับ

1. ผู้ชายส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า หน้าที่การเลี้ยงลูกเป็นของแม่เป็นหลัก
ความคิดนี้อาจสืบเนื่องมายาวนาน ที่ผู้ชายสมัยก่อน เป็นผู้นำครอบครัว
ต้องออกไปทำงาน หาอาหาร ออกรบ เพื่อความอยู่รอด
ภรรยามีหน้าที่ปรนนิบัติ เลี้ยงลูกอยู่บ้าน รอการกลับมาของสามี

แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป ในเมื่อต่างคนต่างทำงาน คงไม่เป็นเรื่องที่ยุติธรรมนัก
ถ้าภรรยาต้องรับหน้าที่ในการเลี้ยงลูก ซึ่งเป็นภาระหนักแต่เพียงผู้เดียว

2. ผู้ชายมักจะยึดติดกับคำว่าผู้นำครอบครัว
ต้องทำงานหาเงิน มีอำนาจปกครองและตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆของบ้าน
ไม่ใช่เรื่องหยุมหยิมแบบการเลี้ยงลูก
จนลืมไปว่า การเป็นผู้นำ ต้องเป็นผู้นำในแบบอย่างสำหรับลูก
โดยเฉพาะบ้านที่มีลูกชาย
หากพ่อไม่ได้ใกล้ชิด เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง จะให้ลูกซึมซับต้นแบบที่ดีได้อย่างไร

3. พ่อและแม่มีบทบาท ข้อดีที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูก
พ่อมักเป็นแบบอย่างที่ดีได้ในเรื่องความหนักแน่น เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว การตัดสินใจ การแก้ปัญหา
ในขณะที่แม่เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความใส่ใจ ละเอียดอ่อน ความลึกซึ้งทางอารมณ์ ความอดทน

คงจะดีไม่น้อยถ้าลูกได้ใกล้ชิดกับทั้งพ่อและแม่เพื่อเรียนรู้ข้อดีข้อเสียของแต่ละคน
ผสมผสานในสิ่งที่ดี จากความรักและความอบอุ่นที่ได้จากพ่อแม่มาไว้กับตัวเอง

4. ทำความเข้าใจว่า ทั้งพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย มีความเป็นส่วนบุคคล
จึงไม่แปลกที่จะมีความคิด ทัศนคติที่แตกต่างกันในเรื่องการเลี้ยงลูก
แต่ทุกคนมีสิ่งที่เหมือนกันคือ ต่างก็รักและปรารถนาดีกับเด็ก

ดังนั้นผู้ใหญ่ควรจะคุยปรับความเข้าใจกัน ประนีประนอมความต้องการของแต่ละคน
เพราะถ้ายังไม่ลงรอยกัน จะเกิดความไม่คงเส้นคงวาในการเลี้ยงลูก ยิ่งเป็นการทำร้ายลูกทางอ้อม

5. เนื่องจากพ่อหลายๆคน ไม่ทราบหรือไม่เข้าใจว่าบทบาทพ่อของตัวเองนั้นสำคัญกับลูกเพียงใด
ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไม่ช่วยเลี้ยงลูก
ดังนั้นการสื่อสารที่ดีจากแม่ จะช่วยให้พ่อหลายๆคนเข้าใจ เห็นความสำคัญของตัวเอง
และร่วมมือในการช่วยเลี้ยงลูกหรือแบ่งเบาภาระแม่ได้มากขึ้น

6. อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ดึงพ่อมาช่วยไม่สำเร็จ คือ
แม่สื่อสารโดยใช้อารมณ์ ตำหนิพ่อ บ่น คร่ำครวญมากเกินไป
โยนงานมาให้ทีเดียวหลายอย่าง ยิ่งทำให้พ่ออึดอัด รำคาญใจและไม่อยากช่วยมากกว่าเดิม

7. ตัวอย่างบทสนทนาที่ดี

“วันนี้ทำงานเหนื่อยไหมจ๊ะพ่อ”

“แม่ขอบคุณพ่อมากเลยนะ ที่ผ่านมาพ่อทำงานหนักเพื่อแม่กับลูกมาตลอด”

“ตอนนี้ พอแม่มีงานมากขึ้น ต้องทำอะไรหลายๆอย่าง จนบางทีอะไรๆมันเลยบกพร่องไปบ้าง
จนตอนนี้แม่เองก็เหนื่อย เครียดที่ดูแลอะไรๆได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะกับลูก”

“แม่เลยอยากขอให้พ่อช่วยเรื่องสอนการบ้านลูกตอนเย็นแทนแม่
แม่จะได้มีเวลาไปเตรียมอาหาร ทำงานบ้าน....พ่อคิดว่ายังไงบ้างจ๊ะ”

“พ่อเป็นคนสำคัญของลูกนะ ถ้าพ่อมีเวลาดูแลลูกมากกว่านี้ ลูกคงมีความสุขมาก”

8. หน้าที่ของผู้นำครอบครัวที่สำคัญอีกอย่างคือ การเป็น “ผู้นำ” ความสุขมาสู่สมาชิกในครอบครัว
เมื่อสมาชิกในบ้านมีปัญหา ต้องพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งเบา แก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้
บางครั้งอาจต้องเสียสละความสุขส่วนตัว หรือเปลี่ยนวิถีชีวิตเดิมๆไปบ้าง
แต่นี่คือสิ่งที่คนเป็นผู้นำต้องทำ เพราะคุณได้ “เลือกแล้ว” ที่จะรักและดูแลรับผิดชอบคนที่อยู่ข้างๆคุณ
เหมือนที่คุณเคยสัญญากับเค้าก่อนเริ่มใช้ชีวิตร่วมกัน

9. ท้ายที่สุด เมื่อคุยข้อตกลงแล้ว พ่อยังไม่สามารถปรับเวลาให้ลงตัวได้
การสื่อสารกันด้วยเหตุผล เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ก็ยังช่วยให้คนเป็นแม่รู้สึกดีขึ้นได้
บางที แม่ก็ไม่ได้ต้องการให้พ่อทิ้งงานมาช่วยเลี้ยงหรอก
ขอแค่กำลังใจ คำพูดดีๆให้กัน แค่นั้นก็พอ เท่านี้แม่ก็มีแรงฮึดสู้ได้แล้ว

10. ข้อนี้สำคัญมาก...ไม่ว่าจะมีใครมาช่วยหรือไม่ช่วยก็ตามแต่
จงเป็นแม่ที่เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตนเอง
หน้าที่นี้ยิ่งใหญ่และน่าภาคภูมิใจ และไม่มีใครทำแทนเราได้
มองเรื่องยากให้เป็นเรื่องท้าทาย สนุกกับมัน
เหนื่อยก็พัก แล้วลุกมาสู้ต่อ
พอวันนึงที่ลูกโตขึ้นคุณจะภาคภูมิใจที่เลี้ยงเค้ามาจนโตได้ขนาดนี้

# หมอไปป์ แฮปปี้คิดส์

ที่มาบทความ ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย

ควรให้ เด็กเล็กดูทีวี หรือไม่ อันตรายจริงหรือ ????

ในที่นี้จะหมายถึงแผ่นดีวีดี ยูทูบ ไอแพด ไอโฟน ซัมซุงกาแลคซี่ คอมพิวเตอร์ ด้วยนะคะ

"ลูกชายวัย 4 ขวบชอบดูหนังจากซีดีวันละหลายๆชั่วโมง บางครั้งก็เลียนแบบท่าต่อสู้จากในหนังหรือเอาไปเล่นกับเพื่อนๆจนร้องไห้ เคยอ่านพบว่าเด็กที่ดูทีวีนานๆจะมีพัฒนาการช้า ชอบเลียนแบบและกลายเป็นเด็กก้าวร้าวในที่สุด จะแก้ปัญหาอย่างไรดี เคยใช้วิธีชวนทำกิจกรรมอื่นหรือชวนไปเที่ยวแล้ว แต่ไม่ได้ผล"

สมาคมกุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็กแนะนำว่า เด็กแรกเกิดถึง 18 เดือน ไม่ควรดูทีวี วัย 18 เดือนถึง 4 ขวบไม่ควรดูเกินวันละครึ่งชม. เด็กวัย 4 ขวบขึ้นไปไม่ควรดูทีวีนานเกินวันละ 1 ชม. เพราะจะทำให้มีปัญหาต่อไปนี้

ขาดทักษะทางด้านอื่นๆ หรือพัฒนาการช้า เนื่องจากไม่มีเวลาเหลือพอที่จะทำกิจกรรมอื่นซึ่งมีประโยชน์มากกว่า เช่น การเล่นสมมติ การวาดรูประบายสี การสื่อสารพูดคุยกับผู้อื่น ทำให้พูดช้า ความสามารถด้านการอ่านหนังสือไม่ดี ทำให้ผลการเรียนไม่ดี

เด็กจะขาดทักษะในการหาทางออก ในเวลาที่เกิดความเบื่อหน่าย ไม่สบายใจ หงุดหงิด แทนที่จะใช้เวลาว่างไปกับการทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ ทำให้ขาดความคิดริเริ่มและสร้างสรร หรือเมื่อมีปัญหาคับข้องใจ ก็จะใช้วิธีดูทีวีเพื่อฆ่าเวลาหรือลืมปัญหาที่เกิดขึ้น แม้เป็นการชั่วคราวก็ยังดี

การไม่ได้ออกไปวิ่งเล่น ขี่จักรยาน ทำให้ขาดทักษะด้านการเคลื่อนไหว ไม่ได้ออกกำลังกาย ทำให้เป็นคนงุ่มง่าม อ่อนแอติดโรคง่าย

เป็นโรคอ้วนเนื่องจากการนั่งอยู่หน้าจอทีวีมีการใช้พลังงานน้อยมาก ประกอบกับอาจทานขนมขบเคี้ยวขณะดูทีวี
อยากทานขนมหรืออยากได้ของเล่นที่อยู่ในโฆษณา ทำให้มีปัญหาไม่กินข้าว เพราะอิ่มขนมที่ไม่มีประโยชน์ สิ้นเปลืองเงินทอง

เด็กจะเลียนแบบและซึมซับสิ่งที่เห็นจากทีวีทำให้เกิดพฤติกรรมไม่ดีตามมา เช่น ความก้าวร้าว บางครั้งเลียนแบบฮีโร่ซึ่งมีความสามารถพิเศษเช่นเหาะได้ ทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้นผู้ปกครองต้องคอยอธิบาย อย่าให้นั่งดูอยู่คนเดียว

หากดูรายการที่น่ากลัวก็อาจเก็บไปฝันร้ายได้

บางคนใช้ทีวีเลี้ยงลูก เปิดรายการเด็กให้ดูตลอดทั้งวันเพราะคิดว่าไม่มีพิษภัย จริงอยู่ว่า ตอนนี้เราเลือกโปรแกรมให้ลูกได้ แต่อีกหน่อยเขาใช้รีโมทเป็น เด็กก็จะเลือกเปิดดูเลือกรายการเองได้ ยิ่งถ้ามีทีวีในห้องส่วนตัวของเด็ก ยิ่งอันตราย

ทางที่ดีอย่าให้ลูกติดทีวีตั้งแต่ต้น สอนให้เขารู้ว่าเราอยู่กันอย่างสงบๆเงียบๆ นั่งอ่านหนังสือ ฟังเพลง ล้อมวงกันเล่านิทาน ก็มีความสุขได้โดยไม่ต้องใช้ทีวี

มีค่านิยมที่ผิด เช่น ต้องหน้าตาดี หุ่นผอมบางแบบนางแบบจึงจะสวย ไม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางจิตใจ เนื่องจากทีวีไม่สามารถนำเสนอความเป็นจริงได้ทั้งหมด

มีปัญหาพฤติกรรมผิดปกติ คล้ายเด็กไฮเปอร์สมาธิสั้น คล้ายเด็กออทิสติก หมอเคยพบเด็กอายุ 3 ขวบมาด้วยเรื่องไม่พูด ไม่สบตา ชอบเล่นคนเดียว คุณแม่ไม่แน่ใจว่าลูกเป็นออทิสติกหรือไม่ แต่พอพบจิตแพทย์เด็ก คุณหมอยังไม่ฟันธงว่าเป็นอะไร แต่บอกให้ที่บ้านปิดทีวี เพราะเด็กดูทีวีตั้งแต่ตื่นจนเข้านอนเลย ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมอดดูไปด้วย (ผลพลอยได้คือผู้ใหญ่ก็รู้สึกได้รับการปลดปล่อยพันธนาการจากทีวีด้วย ทำให้มีเวลาทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้น เช่นไปเดินเล่น หรือปิ๊กนิคกัน) ผลคือลูกสบตาและพูดคุยกับคนอื่นมากขึ้นภายใน 2 วัน

การจะให้ลูกเลิกดูทีวี คือ ต้องใจแข็งค่ะ ลูกโวยวายก็อย่าตามใจ ถ้าร้องไห้หนวกหู ก็หาอะไรอุดหูไว้ อาจบอกว่าทีวีเสียหรือสัญญาณล่ม หรือเครื่องเล่นแผ่นซีดีพัง แล้วหากิจกรรมอื่นให้ลูกทำ อย่าให้เขาว่าง เพราะจะคิดถึงทีวีมากขึ้น เวลาผ่านไป 2-3 อาทิตย์ ค่อยเปิดทีวีได้ แต่อธิบายว่า ต่อไปนี้ไม่มีการดูเกินวันละ 1 ชม.และเลือกโปรแกรมที่ดีเท่านั้น ไม่ให้ดูประเภทต่อสู้ ถึงเวลานี้เขาก็เริ่มชินกับการไม่มีทีวีและรู้จักใช้เวลาในการทำกิจกรรมอื่นที่สร้างสรรมากขึ้น บอกลูกถึงข้อเสียของการดูทีวี พูดไปเถอะค่ะ ไม่เข้าใจตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ที่สำคัญคือ พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ควรดูทีวีเยอะเช่นกัน

Credit Facebook พี่ยอ
ที่มาข้อความ Facebook สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

สอนลูก...รับมือความสูญเสีย ตอนที่ 1

บทความนี้ถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร ModernMom ฉบับเดือนสิงหาคม 2556 ครับ


...ช่วงเวลาที่เด็กเติบโต อาจพบเจอกับเรื่องราวความสูญเสีย
ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่เสียชีวิต หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงตาย

เมื่อเด็กต้องพบเจอเรื่องราวเหล่านี้
คุณพ่อคุณแม่จะมีวิธีการอย่างไรในการสอนลูกให้รู้จักเรื่องความตาย
และทำใจยอมรับการสูญเสียได้


## เข้าใจการตาย...ที่เป็นเหมือนเรื่องไกลตัว?

เมื่อต้องพูดถึงเรื่องความตายกับลูก คุณพ่อคุณแม่ อาจมีความคิด ความรู้สึกหลายๆอย่างเกิดขึ้น
บางคนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดแบบไหนให้เหมาะสม และลูกเข้าใจ
บางคนคิดว่าไม่จำเป็นเพราะพูดไปลูกก็คงไม่เข้าใจ จำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้ด้วยหรือ
รอให้โตน่าจะเข้าใจได้เองได้หรือไม่
บางคนรู้สึกกลัว กังวลใจว่าลูกจะได้รับผลกระทบทางจิตใจ
บางคนคิดว่าเป็นเรื่องอัปมงคลถ้าพูดเรื่องตายกับลูก
จึงเลี่ยงที่จะไม่ตอบกับคำถามของลูกเรื่องนี้

อย่าลืมว่า...ความตาย เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้น
รวมทั้งมนุษย์เรา ที่มีวงจรชีวิตแบบ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
เราจะเห็นภาพการเกิด การเจ็บป่วย ความแก่ชรา ในชีวิตของเราได้อย่างคุ้นเคย
เพราะเป็นสิ่งที่ประสบในชีวิตเราและคนรอบข้างบ่อยๆ
แต่เราลดทอนภาพของการตาย เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก เป็นเรื่องน่ากลัว
เมื่อนึกถึงการตาย เราจะนึกได้แค่ภาพที่โรงพยาบาล วัด หรือสุสานเท่านั้น
ไม่ใช่เรื่องที่สัมผัสอยู่ในชีวิตประจำวัน

เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้ คนทั่วไปจึงเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องความตาย มองเรื่องความตายเป็นเรื่องไกลตัว

ดังนั้นเมื่อวันหนึ่ง เราต้องเผชิญหน้ากับเรื่องความตาย
เราเองก็ยากที่จะปรับใจ เพราะไม่เคยเตรียมตั้งรับกับเรื่องแบบนี้.....
แล้วลูกของเราล่ะ จะเป็นยังไง?


## ทำความเข้าใจ..กับความเข้าใจเรื่องความตายของลูกน้อย

ความเข้าใจเรื่องการตาย มีอยู่ 4 องค์ประกอบ

1. Irreversibilty ความตายเป็นเรื่อง “ไปไม่กลับ”
ไม่สามารถย้อนคืนหรือฟื้นมาเหมือนเดิมได้
ต่างจากของเล่น ของใช้ ซึ่งเมื่อผุพังเรายังอาจซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้

2. Finality/ Non-functionality ความตายเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต
ซึ่งการใช้ชีวิตและการทำงานต่างๆจะสิ้นสุดลงอย่างถาวร

3. Inevitability/ Universality ความตายเป็นเรื่องสากล
เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

4. Causality ความตายมีสาเหตุการก่อให้เกิดและที่มาที่ไปเสมอ

ตามพัฒนาการด้านความคิด
เด็กในช่วงวัย 3-6 ปี ยังไม่สามารถเข้าใจหลักการดังกล่าวได้ชัดเจน จนกว่าจะอายุประมาณ 9-10 ปี
เพราะเด็กยังเต็มไปด้วยความคิดเชิงจินตนาการ
ยังไม่สามารถแยกแยะโลกแห่งความเป็นจริงกับจินตนาการได้ทั้งหมด

## ยิ่งปกปิด หรือพูดอ้อมค้อมเกินไป ลูกอาจจะยิ่งสับสนและหวาดกลัวมากกว่าเดิม

น้องก๊อตวัย 5 ขวบ สังเกตว่าแม่ร้องไห้ หน้าตาเคร่งเครียด
เวลาแม่คุยกับพ่อจะกระซิบเบาๆ เหมือนไม่อยากให้ก๊อตได้ยิน
ก๊อตถามแม่ในสิ่งที่ตัวเองสงสัย แม่บอกก๊อตว่า “ไม่มีอะไรจ้ะลูก”
โดยไม่ทราบว่าคุณยายซึ่งใกล้ชิดกับน้องก๊อตเสียชีวิตไปแล้วจากโรคหัวใจเมื่อคืนนี้
ก๊อตยิ่งสงสัย และคิดว่าตัวเองอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่เป็นเช่นนั้น
เป็นเพราะตัวเองดื้อ ซนอย่างที่แม่เคยดุ ก๊อตรู้สึกผิด ซึมเศร้า และไม่ร่าเริงเหมือนเดิม

จนวันรุ่งขึ้น แม่บอกก๊อตว่า
คุณยายไปสวรรค์แล้ว คุณยายแค่นอนหลับไป แล้วจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก
คืนนั้น ก๊อตไม่ยอมเข้านอน เมื่อถูกบังคับให้เข้านอน
ก๊อตงอแง อยู่นานกว่าจะหลับได้ เป็นติดๆกันหลายคืน
แม่มารู้ทีหลังว่า เป็นเพราะก๊อตกลัวว่า ถ้านอนแล้วจะไม่ตื่นแบบคุณยาย

การสอนลูกให้รู้จักและเข้าใจเรื่องความตาย
คล้ายๆกับการสอนเรื่องเพศศึกษาตอนลูกเป็นวัยรุ่น
ยิ่งเราปกปิด อ้อมค้อม จะยิ่งทำให้ลูกสงสัย และเข้าใจ(ไปเอง)แบบผิดๆได้

ดังนั้น พ่อแม่ควรคุยกับลูกเรื่องนี้ด้วยท่าทีปกติ ทำให้เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนเวลาเราสอนลูกเรื่องอื่นๆ

เรามักจะเลี่ยงใช้คำอื่นๆแทนการใช้คำว่า “ตาย” เพื่อความนุ่มนวลขึ้น เช่น ไปสวรรค์, เสีย, สิ้นใจ
ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องถูกผิดอะไรมากมาย
...แต่ระวังว่ายิ่งใช้คำอ้อมๆมากเท่าไหร่ อาจทำให้เด็กเกิดความสับสนมากขึ้นเท่านั้น

ที่มาข้อความ ชมรมจิตแพทย์ เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย

เก็บเล็ก ผสมน้อย

การสอนลูกเรื่องจำนวน

มีโอกาสคุยกับคุณครูที่สิงคโปร์ผู้ซึ่งพัฒนาโปรแกรมพัฒนาสมองในเด็กเล็ก ครูสอนว่า อย่าสอนเด็กเล็กเป็นตัวเลข number เพราะมันคือแค่สัญญลักษณ์ symbol ให้สอนเป็น quantity แทน เพราะสมองเด็กด้านขวาจะพัฒนาจากการมองรูปที่เป็นปริมาณได้ดีกว่า งานเข้าค่ะ แม่บ้านนี้ ตื่นมานั่งทำการ์ดจุดให้ลูก เพิ่งถึงเลข 7 เอง ให้ลูกดูได้ตั้งแต่ 4 เดือนเลยนะคะ สีแดง สีดำ เป็นสีที่มองเห็นได้ดีในเด็กเล็ก เราสามารถสอนเป็นแบบเรียงเลข นับจำนวนคู่ คี่ หรือแบ่งเป็นชุด เช่น ชุด 1-10, 11-20 หรือ 10 20 30 40 ถึง 100 ได้เช่นกันค่ะ แต่ถ้าเด็กโตหน่อย แอบคิดว่าอยากทำการ์ดให้เป็นรูปสัตว์ ให้มีจำนวนเป็นตัวๆ น้องก็จะไม่เบื่อค่ะ

ที่มาข้อความ Toddle Barn

Other Good Practices

  • สอนลูกให้ลองคิด เช่น "จับแล้วรู้สึกอย่างไร" แทนที่จะบอกลูกว่า "มันแข็งๆ สากๆ เนอะ" 

สร้างวินัยให้ลูกคุณ2 ขวบปีที่ 2-3

ระหว่างลงรูปของล้อตใหม่ มาอ่านเรื่องนี้รอกันดีกว่าค่ะ ตอนที่ 2 การสร้างวินัยให้ลูกปีที่ 2-3

================================
ขวบปีที่ 2-3
ลูกไม่ได้มีความสามารถในการควบคุมตนเอง(self-control) มาตั้งแต่เกิด แม้ในขวบปีที่2 กล้ามเนื้อของลูกจะแข็งแรงขึ้น เคลื่อนไหวได้มากขึ้น เดินได้ เริ่มพูดได้ และทำอะไรด้วยตัวเองได้มากขึ้น แต่ลูกก็ไม่เข้าใจอะไรอีกหลายอย่าง เช่นไม่เข้าใจว่าถ้าตนทำสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วจะเกิดผลตามมาอย่างไร ไม่เข้าใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร และยังไม่สามารถอดทนกับความคับข้องใจได้ สรุปง่ายๆก็คือ ลูกยังไม่มีความสามารถที่จะคิด วิเคราะห์และตัดสินใจได้ เนื่องจากลูกมีความสามารถที่จะทำอะไรได้หลายสิ่งหลายอย่าง แต่ยังไม่มีการควบคุมตนเองที่ดีพอ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะช่วยลูกและควบคุมลูกให้อยู่ในวินัยในขวบปีที่ 2 และ 3 การฝึกวินัยอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ

วินัยในชีวิตประจำวัน
ในขวบปีที่ 2-3 ระเบียบวินัยที่ต้องฝึกมักจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันนั่นคือ การกิน การนอน การขับถ่าย ฯลฯ ในการฝึกสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความสม่ำเสมอและหนักแน่นในการตอบสนองเด็ก ตัวอย่างเช่น หากจะเริ่มฝึกเด็กให้นอนตรงเวลา เด็กก็อาจจะไม่ยอม อาจต่อต้าน แสดงความไม่พอใจโดยการร้องไห้บ้าง งอแงบ้าง แต่ถ้าคุณยืนยันอย่างหนักแน่นให้ลูกเข้านอนตรงเวลา โดยไม่ต้องโอนอ่อนผ่อนตามไม่ว่าลูกจะงอแงอย่างไรก็ตาม ในที่สุดลูกก็จะทำตามคุณและนอนหลับได้ตรงเวลา ลูกจะเรียนรู้ว่า แม้ไม่ชอบก็จำเป็นต้องทำตาม บทเรียนนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิต เพราะในชีวิตเรามีบ่อยครั้งที่เดียวที่เราต้องทำในสิ่งที่เราไม่ชอบหรือไม่สบอารมณ์ และเราไม่อาจจะได้ทุกอย่างตามที่เราปรารถนา

คำว่า “ไม่”
ในขวบปีที่ 2-3 ลูกสามารถเคลื่อนไหวได้มากขึ้น มีความสนใจใฝ่รู้มากขึ้น รวมทั้งมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ทำให้คุณต้องเริ่มต้นควบคุมลูกและกำหนดขอบเขตให้ลูก วัยนี้เป็นวัยที่คุณจะต้องเอ่ยคำว่า “ไม่” บ่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน ลูกก็จะเอ่ยคำว่า “ไม่” แก่คุณด้วยเช่นกัน การที่ลูกวัย 2 ขวบพูดว่า “ไม่” เมื่อคุณออกคำสั่งให้ทำบางสิ่งบางอย่างนั้นแปลว่า ลูกกำลังบอกคุณว่า ลูกต้องการเป็นตัวของตัวเอง ลูกจะทำในสิ่งที่เขาอยากทำ และบ่อยครั้งที่ลูกต้องการทำสิ่งนั้นๆด้วยตนเองโดยไม่ต้องการให้คุณช่วย (เช่นตักข้าวกินเอง) คุณไม่ควรคิดว่า ลูกกำลังต่อต้านคุณหรือแกล้งที่จะไม่เชื่อฟัง แท้จริงแล้ว นี่เป็นกระบวนการพัฒนาที่เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน ถ้าคุณเข้าใจในข้อนี้ คุณก็จะไม่โกรธเมื่อลูกไม่ทำตามคำสั่ง และคุณจะปฏิบัติกับลูกได้ถูกต้องยิ่งขึ้น เช่น แทนที่จะไปอารมณ์เสียกับลูก (ซึ่งก็จะทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นไปอีก) คุณก็จะค่อยๆพูดกับลูกอย่างหนักแน่น เป็นต้น
การหัดให้ลูกเชื่อฟัง เมื่อคุณสั่งว่า “ไม่” เป็นสิ่งสำคัญ และเป็นก้าวแรกแห่งการฝึกระเบียบวินัย คุณต้องสั่งด้วยความมั่นใจอย่างหนักแน่นด้วยสิทธิอำนาจของความเป็นพ่อแม่ ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องดูแลและชี้นำหนทางที่ถูกให้แก่ลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกกำลังจะทำสิ่งที่เป็นอันตรายหรือทำให้เกิดความเสียหาย

ความสมดุล
แม้ว่าเด็กจะเรียนรู้คำว่า “ไม่” จากคุณ แต่การพูดว่า “ไม่” และห้ามลูกไปเสียทุกอย่างก็เป็นสิ่งที่จะทำลายพัฒนาการหลายด้านของเด็ก เด็กที่ไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งใดตามที่ตนต้องการเลย ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่กล้าทำอะไรเลย ดังนั้นคุณจะต้องเลี้ยงลูกในทางสายกลาง มีทั้งคำสั่งว่า “ลูกทำสิ่งนี้ไม่ได้” และ “ตกลง ลูกจะทำก็ได้” ส่งเสริมให้เรียนรู้และให้ทำอะไรด้วยตนเอง แต่ก็ห้ามลูกด้วยถ้าสิ่งที่ทำนั้นจะเป็นอันตราย พยายามส่งเสริมให้เกิดทั้งความเชื่อมั่นในตนเองและการเป็นตัวของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็สอนลูกให้เรียนรู้กฎระเบียบและขอบเขตที่เหมาะสมด้วย

การร้องกรีดและการดิ้นลงมือลงเท้า
พบได้บ่อยมากในช่วงอายุ 2-3 ปี พฤติกรรมแบบนี้มักเกิดตอนที่เด็กถูกขัดใจและไม่ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ พฤติกรรมนี้จัดว่าเป็นของธรรมดา ถ้าหากคุณจัดการได้ถูกต้อง มันจะหายไปได้เร็ว แต่ถ้าจัดการไม่ถูก ลูกอาจมีพฤติกรรมดังกล่าวต่อเนื่องไปหลายปีก็ได้ การร้องกรีดและดิ้นลงมือลงเท้านั้น ถ้ามองในแง่ลบเป็นการกระทำที่แสดงว่าเด็กควบคุมตัวเองไม่ได้ รอคอยหรืออดทนต่อความคับข้องใจไม่ได้ แต่ถ้ามองในแง่บวกก็เป็นสิ่งที่แสดงถึงความสามารถของบุคคลในอันที่จะบอกให้คนอื่นรู้ว่าตนเองต้องการอะไร (self-assertion) กฎที่สำคัญที่สุดในการจัดการ ก็คือ อย่าให้แรงเสริมเมื่อเด็กมีพฤติกรรมดังกล่าว วิธีจัดการที่ดีที่สุดคือ การเพิกเฉยต่อการดิ้นอาละวาดนั้น(ตราบเท่าที่เด็กไม่มีอันตราย หรือไม่ได้ทำให้ตนเองบาดเจ็บ) ควรพูดว่า “ ลูกร้องแบบนี้ แม่ฟังไม่รู้เรื่อง พอลูกหยุดร้องแล้ว ค่อยมาคุยกับแม่” เมื่อบอกลูกเสร็จคุณก็ควรหลีกไปอยู่ที่อื่น ถ้าเป็นเด็กที่อายุมากกว่า 4 ขวบคุณอาจจะไปอยู่อีกห้องหนึ่ง แต่ถ้าน้อยกว่า 4 ขวบ คุณควรอยู่ในห้องนั้นด้วยแต่ทำงานของคุณไปโดยไม่สนใจเขา (เพราะเด็กวัยต่ำกว่า 4 ขวบยังมีความวิตกกังวลในการแยกจากผู้เลี้ยงดูที่เรียกว่า separation anxiety )

เป็นตัวอย่างที่ดี
สิ่งสำคัญในวัยนี้คือ การเลียนแบบ เด็กเล็กๆชอบเลียนแบบ ดังนั้นการสร้างวินัยโดยให้ลูกเลียนแบบคุณจึงเป็นวิธีที่ง่ายมาก หากคุณอยากให้ลูกทำสิ่งใดก็จงทำให้เป็นแบบอย่าง เช่น หากอยากให้ลูกเก็บของให้เป็นระเบียบ คุณก็ต้องรู้จักวางของให้เป็นที่เป็นทาง ไม่ใช่คุณเองก็ทิ้งเพ่นพ่าน แล้วมาออกคำสั่งให้ลูกเก็บให้เรียบร้อย ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณอาจจะได้ยินลูกตอบกลับว่า “หนูก็ทำเหมือนพ่อนั่นแหละ” หากคุณเป็นแบบอย่างที่ดีทางวินัยตั้งแต่ลูกยังเด็ก ลูกก็จะเก็บสิ่งดีๆที่เห็นจากคุณเข้าไว้ในตัวเขาได้มากทีเดียว ฉะนั้นจงฉวยโอกาสตอนที่ลูกยังเล็ก สร้างวินัยด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีให้มาก เพราะเมื่อลูกโตขึ้นการเลียนแบบพ่อแม่ก็จะน้อยลง ลูกจะหันไปเลียนแบบคนอื่น เช่นเพื่อนฝูง ดารา นักร้อง เมื่อถึงตอนนั้น หากเขาไม่มีวินัยดีๆอยู่ในตัวจากการปลูกฝังของคุณแล้ว เขาอาจจะรับเอาสิ่งแย่เข้ามาเต็มตัวเลยก็ได้

Cr. www.2pasa.com
ที่มาข้อความ Toddle Barn

8 คำถามปรามความโกรธและจัดการอารมณ์ในเด็กเล็ก

พอครบ 1 ขวบ ก็เริ่ม demanding เลยเหรอเนี่ย ขัดใจไม่ได้เล้ยยย.....หลายบ้านคงรู้สึกแบบนี้ ลองอ่านเรื่องนี้ดูนะคะ
cr.http://www.ubmthai.com/

=================================
8 คำถามปรามความโกรธและจัดการอารมณ์ในเด็กเล็ก

ความโกรธหรือการโกรธที่เกิดขึ้นกับเด็กนั้น จัดเป็นสภาวะ พื้นฐานทางอารมณ์ของมนุษย์ หากแต่การสอนลูกให้รู้จักวิธีรับมือและควบคุมอารมณ์ ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างฉับพลัน ตั้งแต่เขายังเล็กนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่าง ยิ่ง เพราะถ้าคุณพ่อแม่ปล่อยให้ลูก แสดงอารมณ์โกรธออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเขา เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ความรุนแรงของการแสดงออกของเขาจะมีมากขึ้นตามลำดับอายุวัยของ ลูก และผลลัพธ์ที่จะตามมาก็คือ ลูกจะมีความบกพร่องทางด้านวุฒิภาวะทางอารมณ์ เมื่อเขาต้องเข้าสังคมกับเพื่อนที่โรงเรียน หรือแม้กระทั่งในขณะที่เขา ก้าวเข้า ไปทำงานในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เขาก็จะกลายเป็นบุคคล ที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เลย แล้วคนที่เป็นทุกข์ที่สุดก็คือ ลูกของเราเอง

ดังนั้น คุณ พ่อคุณแม่จึงต้องคอยเอาใจใส่กับอารมณ์โกรธของลูก ตั้งแต่ที่เขายังเล็กอยู่ " บันทึกคุณแม่" ฉบับนี้ จึงหยิบเอาสัมภาษณ์ อ.นพ.ทัศนวัต สมบุญธรรม จากหน่วย พัฒนาการเด็ก ภาควิชาการกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เกี่ยวกับวิธีสยบอารมณ์โกรธเป็นพืนเป็นไฟของลูกตั้งแต่ยังเนิ่นๆ อยู่ และเสริม สร้างความเข้าใจในอารมณ์พื้นฐานของเจ้าตัวเล็กแบบ เต็มๆ

1. เด็กเริ่มมีความรู้สึกโกรธได้ ตั้งแต่สักอายุประมาณเท่าไหร่

จริงๆ ก็ตั้งแต่เล็กเลยนะครับ เด็กเล็กเขาก็มีความต้องการเกิดขึ้นแล้ว และถ้าเกิดว่า ความต้องการนั้นไม่ได้ รับการตอบสนองที่สอดคล้อง เขาก็อาจจะเกิดความโกรธขึ้นได้ เช่น เด็กเล็กๆ ร้อง เพราะหิวนม หรือเพราะผ้าอ้อมเปียกแฉะ แต่โดยปกติแล้วเด็กในขวบปีแรก จะไม่แสดง ความโกรธออกมาอย่างรุนแรงมากนัก เนื่องจากความต้องการของเขา จะเป็นความต้องการ พื้นฐาน วัยที่โกรธแล้วมักจะมีปัญหาเริ่มเมื่อใกล้ขวบครึ่ง หรือสองขวบเป็นต้น ไป เพราะว่าความต้องการของเขาจะขยายขอบเขต นอกเหนือไปจากความต้องการพื้นฐาน แล้ว เช่น บางครั้งเขาอยากจะไปปีนป่ายตรงโน้น อยากจะไปเล่นของที่มีคม หรืออยาก จะไปทดลองอย่างโน้นอย่างนี้ โดยที่เขาอาจจะยังไม่รู้ข้อจำกัดของตัวเอง ก็ทำให้ เวลาที่เขาถูกขัดใจไม่ได้เล่น ไม่ได้ทำอย่างนั้น ก็จะมีอารมณ์กระฟัดกระเฟียด ขึ้นมา

2. ในเรื่องของการขัดใจ คุณพ่อคุณแม่ ที่มีลูกอยู่ในวัยนี้ ควรจะขัดใจลูกดีหรือตามใจลูกดี

ปกติเด็ก ที่มีปัญหาเรื่องร้องไห้ หรืออยากจะทำโน่นทำนี่ หงุดหงิดมาก มักจะเริ่มที่วัย ประมาณสองขวบ ส่วนการสิ้นสุดนั้นไม่แน่นอน บางคนอาจจะเรื้อรังไปถึง 4-5 ขวบหรือ กว่าได้ เขาเรียกว่า "terrible two" คือ เป็นเด็กวัย 2 ขวบ ที่ดื้อ หงุดหงิด ง่าย สิ่งที่เกิดขึ้นในเด็กวัยนี้ก็คือ เด็กต้องการความเป็นตัวของตัวเอง อยากทำ อยากเล่นแบบนั้น ก็อยากจะลองทำด้วยตัวเอง แล้ววัยนี้ก็จะเป็นวัยที่ต่อต้านด้วย หากเราไม่ให้เขาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เขาก็จะทดสอบขอบเขตว่า เราจะยอมให้ทำได้มาก น้อยแค่ไหน เลยดูเหมือนกับว่า เขาท้าทายกับขอบเขตที่เราวางไว้ ซึ่งที่จริงก็ คือ การที่หนูกำลังเรียนรู้กฎเกณฑ์ของโลกนั้นเอง คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยง สิ่งที่อาจยั่วยุให้เขาเกิดอารมณ์หงุดหงิดได้ เช่น เก็บของมีคม หรือของแตกได้ ที่เขาชอบเล่นให้มิดชิด หากเขาบังเอิญไปได้เล่นเข้าแล้ว เราก็ต้องยืนยันไม่ให้ เล่น โดยเอาคืนมาแล้วอาจหันเหความสนใจ ไปยังเรื่องอื่นแทน โดยสรุปก็คือ เด็กควร มีอิสระและสามารถเลือกได้ ในสิ่งที่เราเลือกไว้ให้เขา แล้ว

3. แล้วเราควรจะช่วยเด็กเล็กๆ นี้ในการ พัฒนาอารมณ์ ให้เหมาะสมตามวัยได้อย่างไร

สิ่งที่เราช่วยได้กับ เด็กวัยนี้คือ ให้เขาได้มีความเป็นตัวของตัวเองในกรอบ ในขอบเขตที่เหมาะสม สมมติ ว่าเขาอยากจะทดลองเล่นของบางสิ่งบางอย่าง ถ้าไม่อันตราย ถ้าเป็นสิ่งที่เหมาะสม กับการเรียนรู้ ก็น่าจะให้เขาเล่น เช่น เด็กเล็กๆ จะชอบทดลองโยนของเพื่อให้ของ ตกลงสู่พื้น เขาค่อยๆ เรียนรู้ว่า การโยนของเบาหรือแรง วัตถุต่างชนิดกัน ผลที่ เกิดก็แตกต่างกัน ในกรณีนี้คุณพ่อคุณแม่ควรมีความอดทนเพื่อให้เขาได้เรียนรู้ และสิ่งของที่จะให้เขาเล่นก็ควรเป็นอะไรที่นิ่มและไม่แตก
หากมีสิ่งของใดที่ เขาอยากเล่น แต่ไม่ได้เล่น (ส่วนใหญ่มักเป็นเพราะ เหตุผลด้านความปลอดภัย) แล้ว เขาร้องดั้นขึ้นมา เราก็ต้องยืนยันหนักแน่นตามนั้น คือ ไม่ให้เขาเล่นเพราะว่า สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในวัยนี้ก็คือ การฝึกระเบียบวินัยให้แก่เด็ก ผู้ใหญ่ ควรสร้างขอบเขตแบบแผนที่ชัดเจน และแน่นอนให้แก่เด็ก เพื่อว่าเด็กจะได้เรียนรู้ รูปแบบและกฎเกณฑ์ของชีวิต เช่น เมื่อเขาต้องการอะไรสักอย่างที่ไม่สมควร ครั้ง แรกเขาอาจจะขอแล้วไม่ได้ ครั้งที่สองลองใหม่ก็ยังไม่ได้อีก ครั้งที่สามเมื่อยัง ไม่ได้ เขาก็จะเลิกตอแยไปเลย เพราะรู้แล้วว่า ถึงอย่างไรก็ขอไม่ได้อยู่ดี แต่ หากเรามีความไม่ แน่นอน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่เรื่อยๆ เช่น ครั้งแรกเขาอาจจะขอ ไม่ได้ ครั้งที่สองพอเขาร้องดังแล้วเราเริ่มมีท่าทีใจอ่อน เขาจะเริ่มสับสนแล้ว ว่า เอ๊ะ! จะยังไงกันแน่ ครั้งที่สามเลยร้องดังขึ้นไปอีก ทำท่ากระฟัดกระเฟียด มากขึ้น แล้วเราก็ให้เขาได้เล่นสิ่งนั้นจริงๆ สิ่งที่เขาได้เรียนรู้คือ สงสัย ตอนแรกร้องไม่ดังพอ พ่อแม่เลยไม่ยอมให้นั่นเอง เหตุการณ์ครั้งต่อไปก็จะมีการที่ ดังกล่าวครั้งนี้อีกและยืดเยื้อยาวนานขึ้น อีก

4. เวลาโกรธฮอร์โมนในร่างกายเด็ก จะ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

มนุษย์เราเวลาโกรธมากๆ ก็จะมีการทำงานของ ระบบประสาทซิมพาเธติก (Sympathetic nervous system) โดยอัติโนมัติ ซึ่งจะมีสาร และฮอร์โมนหลายชนิดหลั่งออกมา ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกาย "สู้หรือหนี" (Fight or Flight) หัวใจก็จะเต้นแรงและเร็วขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น กล้ามเนื้อ ต่างๆ พร้อมที่จะต่อสู้หรือถ้าสู้ไม่ไหวก็จะหนี ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเราโกรธ แล้วใจจะสั่น หรือบางคนโกรธแล้วจะมีแรงมาก จนทำอะไรรุนแรงเกินกว่าเหตุหากไม่ยับ ยั่งชั่งใจ

5. ความโกรธสามารถที่จะนำมาดัด แปลง เป็นความสร้างสรรค์ได้บ้างไหม

มันก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่ต้องมีความโกรธ คนเราไม่ใช่เครื่องจักร เพราะฉะนั้นอารมณ์เราจึงมีขึ้นมีลง ความโกรธก็มีข้อดีคือ ทำให้เราได้รู้ว่า สิ่งใดเป็นสิ่ง serious เป็นเสมือน สัญญาณบอกเหตุหรือเตือนภัย แต่บ่อยครั้งทีเดียวที่พอเรามีอารมณ์โกรธแล้วเราควบ คุมตัวเองไม่ได้อยู่ และแสดงออกอย่างผิดๆ เช่น ทำร้ายคนทำลายข้าวของ ตั้งสติไม่ อยู่ หรือไปละเมิดสิทธิ์คนอื่นเขา ในขณะที่บางคนพอเริ่มมีอาการโกรธแล้ว ก็จะรู้ เท่าทันอารมณ์ของตนเอง จะไปขออยู่คนเดียวเงียบๆ สักครู่ หรือออกจากสถานการณ์ ชั่วขณะเพื่อไปตั้งสติ การแก้ปัญหาอารมณ์โกรธอย่างสร้างสรรค์นี้ เป็นสิ่งที่ สามารถปลูกฝังได้ตั้งแต่เด็กยังเล็ก

6. แล้วจะ ปลูกฝังอย่างไรคะ

เช่น ถ้าเด็กโกรธจนก้าวร้าวมาก อาจร้องดิ้น หรือทำร้ายคน ทำลายข้างของ เราก็อาจใช้วิธีปรับพฤติกรรม ที่เรียกว่า Time-Out หรือผมแปลเป็นไทยบอกเด็กๆ ว่า "เวลาสงบสติอารมณ์" ได้ หลักการคือ เราจะเลือก สถานที่ที่น่าเบื่อ ไม่มีอะไรทำ (แต่ต้องปลอดภัยด้วย นั่นคือ เราจะไม่ใช้ห้อง น้ำ ระเบียงหรือห้องนอนของเด็ก) แล้วส่งเขาไปนั่งในที่นั่น โดยไม่ให้ความสนใจ ใดๆ แก่เขาเลย เป็นเวลาเท่ากับอายุเขาเป็นปี เช่น เด็ก 5 ขวบ ก็ 5 นาที หากมี นาฬิกาจับเวลาแบบที่ใช้ในครัว ซึ่งจะมีเสียงเตือนเมื่อครบกำหนดก็จะดีมาก เราจะ ไม่ตอบสนองใดๆ กับเขาเลยในช่วงเวลานั้น เพราะมันจะยิ่งทำให้เขา ร้องมากขึ้นได้ อีก การที่เขาได้ไปนั่งสงบๆ อยู่ตรงนั้น เขาก็จะเรียนรู้ว่า อารมณ์ที่เขา แสดงออกแบบนั้นไม่มีใครยอมรับ และจะเรียนรู้ที่จะสงบสติอารมณ์ ที่พลุ่งพล่าน นั้นด้วยตนเอง จากนั้นเมื่อครบเวลาแล้วเขาก็สามารถลงมาพบ ทำกิจกรรมกับคุณพ่อคุณ แม่พี่น้องได้ตามปกติ แต่ว่าเขาต้องละความโกรธ แล้วทิ้งมันไว้ตรงนั้น
ใน ช่วงต้นหากเด็กยังไม่เคยชินกับวิธีการดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่อาจต้องใช้ความหนัก แน่นกับลูกมากเป็นพิเศษ อาจต้องไปจับเขานั่งตักผู้ใหญ่ (โดยเราไม่พูดคุยกับเขา เลย) หรือหากเขานั่งเองได้บ้าง แต่กระโดดลงมาก่อนที่จะครบกำหนดเวลา เราก็จะส่ง เขากลับไปใหม่โดยไขเวลาย้อนไปเท่ากับเวลาที่เขานั่งมาก่อนแล้วในช่วง ต้น

7. แล้วถ้าเด็กโกรธแล้วแสดงพฤติกรรมที่ไม่ ดีออกมา แล้วคุณพ่อคุณแม่ยิ่งไปตีล่ะคะ

ตรงนี้ต้องระวัง เพราะ ว่าในการตีมีผลเสียอยู่หลายอย่าง เช่น เวลาตี พ่อแม่ก็มักจะเลือกเรื่องที่จะตี คือ ตีเฉพาะเรื่องที่สาหัสสากรรจ์เท่านั้น ทีนี้เรื่องที่หนักหนาอย่างนั้น เด็ก มักจะมีอารมณ์อยู่แล้ว พ่อแม่ก็มักจะมีอารมณ์โกรธอยู่ด้วย ] จึงลงเอยด้วยการตี อย่างรุนแรง ทั้งที่ตัวผู้ใหญ่เองก็ไม่ได้ตั้งใจ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากระบบ ประสาทซิมพาเทติกดังที่ได้กล่าวแล้ว ผลก็คือ จากที่ตั้งใจจะตีเพียงแค่สั่งสอน แต่กลับหลายเป็น จ้ำเขียวห้อเลือดไป จนคุณพ่อคุณแม่มานั่งเสียใจในภายหลัง
ขณะที่ตัวเด็กเองก็จะมีอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเหมือนกัน ซึ่งไม่เหมาะสำหรับการ เรียนรู้ แต่พอเมื่อเขาเกิดอารมณ์นั้น เขาก็ถูกจัดการด้วยอารมณ์ของพ่อแม่ที่ รุนแรงกว่า ตัวใหญ่กว่าการเรียนรู้ด้วยวิธีสันติก็เลยไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากใช้ วิธีสงบสติอารมณ์ตรงนั้น เด็กก็จะเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีกว่า ครอบครัวโดยส่วนใหญ่มักมีผู้ที่กล้าตีเด็กเพียงคนเดียว คือ คุณพ่อหรือคุณแม่ เด็กก็จะเรียนรู้เงื่อนไขอีกอย่างหนึ่งว่า หากทำผิดแบบเดียวกัน แต่คนตีไม่อยู่ เขาก็ไม่ถูกตี ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งว่าสามารถทำความผิดนั้นได้ เป็นการฝึกให้เด็ก มีลักษณะหน้าไหว้หลังหลอก โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ และหากตีบ่อยๆ เด็กก็มักจะเป็น เด็กก้าวร้าว วิธีปรับพฤติกรรมอย่างอื่น มักไม่ได้ผล ผลสุดท้ายครูที่โรงเรียน จัดการไม่ได้ จึงต้องลงเอยด้วยวิธีตีเขา อีก

8. พื้นฐานอารมณ์ในเด็กเล็กเขามีอารมณ์ อะไร ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดบ้าง

เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานอารมณ์ ไม่เหมือนกัน ขนาดเป็นพี่น้องกัน หรือฝาแฝดกันก็ยังไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคน ที่มีพื้นอารมณ์ดั้งเดิม ติดตัวเขามาอยู่แล้ว พื้นอารมณ์คือลักษณะเฉพาะที่เด็ก แต่ละคนตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม เช่น บางคนอาจจะทนกับเสียงหรือแสงที่รบกวนเวลานอน ได้ดี ขณะที่บางคนทนไม่ได้ บางคนชอบกินของแปลกๆ ใหม่ๆ ชอบโลดโผนโจนทะยาน ในขณะ ที่บางคนชอบกินแต่ของที่คุ้นเคย ชอบอยู่คนเดียว เล่นเงียบๆ สงบๆ
เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญหากคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เรียนรู้ลักษณะพื้นอารมณ์ของเด็ก แต่ละคน แล้วคุณพ่อคุณแม่พยายามที่จะปรับสภาวะแวดล้อมหรือการเลี้ยงดู ให้เข้ากับเด็กคน นั้น ก็จะทำให้การเลี้ยงดูเด็กมีความง่ายขึ้น

ที่มาข้อความ Toddle Barn

สร้างวินัยให้ลูกคุณ ขวบปีแรก

โดยส่วนตัว จะโกรธมากเมื่อได้ยินผู้ใหญ่บางคนพูดว่า เด็ก ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก ปล่อยให้ทำไป ไม่เป็นไร เพราะตัวเองคิดอยู่เสมอว่า เด็กนี่แหละที่เราต้องสอน ต้องปลูกฝังในสิ่งที่เราอยากให้เค้าเป็น ความมีระเบียบวินัย จริยธรรม คุณธรรม แทรกไว้ในชีวิตประจำวันของลูก อย่าดูถูกการเรียนรู้และสมองของเด็กนะคะ เจ๋งกว่าผู้ใหญ่มากมายนัก

จากหนังสือ หนังสือชื่อ"สร้างวินัยให้ลูกคุณ" เขียนโดยศาสตราจารย์แพทย์หญิง อุมาพร ตรังคสมบัติ อ่านแล้วรู้สึกว่าเข้าใจธรรมชาติของเด็กมากขึ้น เลยอยากนำมาฝาก แต่เนื้อหาค่อนข้างยาว จึงขอแบ่งเป็นตอนๆ ค่ะ ตอนละวันนะคะ

ตอนที่ 1 ขวบปีแรก
ตอนที่ 2 ขวบปีที่ 2-3
ตอนที่ 3 อายุ 3-5 ปี

========================

ขวบปีแรก
การฝึกวินัยในขวบปีแรกยังไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากเท่าในขวบปีที่ 2 และ 3 ทั้งนี้เพราะในขวบปีแรกเด็กยังไม่มีพฤติกรรมที่ต้องการการควบคุบจากผู้ใหญ่มากเท่าไร เด็กเพียงต้องการการดูแลเอาใจใส่ให้กินอิ่ม นอนหลับ และได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสมเท่านั้น ต่อเมื่อเด็เริ่มเคลื่อนไหวได้มากขึ้นในขวบปีที่ 2 การฝึกระเบียบวินัยจึงเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น

อย่างไรก็ตามการเลี้ยงดูในขวบปีแรกอย่างเหมาะสม จะช่วยให้การฝึกวินัยในช่วงต่อมาเป็นไปได้อย่างราบรื่น ถ้าเด็กได้รับการดูแลด้วยความละเอียดอ่อนเพียงพอ มีการตอบสนองความต้องการทางสรีระของเด็กอย่างดีพอ เด็กจะพัฒนาความผูกพันใกล้ชิด (attachment) กับผู้เลี้ยงดู รวมทั้งพัฒนาความไว้วางใจพื้นฐาน (basic trust) ความผูกพันและความไว้วางใจนี้จะช่วยให้พัฒนาการทางจิตใจ อารมณ์และสังคม รวมทั้งสติปัญญาของเด็กดำเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งหมดนี้จะช่วยให้เด็กมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ระเบียบวินัย รวมทั้งกฏเกณฑ์ของครอบครัวและสังคมได้ง่าย

พ่อแม่จำนวนมากกลัวว่า ถ้าให้ความสนใจลูกในขวบปีแรกมากเกินไปก็จะเป็นการทำให้เด็กเหลิงหรือเสียนิสัยเนื่องจากถูกตามใจมาก พ่อแม่กลัวว่าเด็กจะเรียกร้องความสนใจอย่างไม่สิ้นสุดและจะเป็นคนที่เอาแต่ใจตนเอง พ่อแม่มักถามดิฉันว่า ถ้าลูกร้องแล้วต้องอุ้มหรือไม่ ถ้าร้องจะกินนมแล้วต้องให้ทันทีหรือไม่ ถ้าอุ้มทุกครั้งหรือรีบเอานมให้กินทุกครั้งโดยไม่หัดให้รอคอยบ้างจะเป็นการตามใจลูกเกินไปหรือไม่?

คำตอบก็คือ เด็กในขวบปีแรกยังไม่รู้จักช่วยตนเอง เด็กยังเคลื่อนไหวไม่ได้และสื่อภาษาไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเด็กร้องไห้ก็หมายความว่า เด็กต้องการความช่วยเหลือหรือต้องการบางสิ่งบางอย่าง เช่น เด็กอาจหิว เปียกฉี่ ร้อน หรือปวดท้อง ลูกต้องการให้มีคนเข้ามาดูแลและช่วยบรรเทาความไม่สบายทั้งหลายที่เกิดขึ้น ดังนั้นพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูควรรีบเข้าไปช่วย การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วนี้เป็นสิ่งที่จำเป็น และจะไม่ทำให้เกิดปัญหาถูกตามใจเกินไป คำว่า”รวดเร็ว” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องรีบร้อนวิ่งไปดูลูกจนสะดุดหกล้ม แต่หมายความว่า คุณต้องพยายามไปดูลูกโดยเร็ว ไม่ใช่เฉยเมยและปล่อยให้ลูกรอนานหรือร้องนานจนหมดแรง การปล่อยให้เด็กทารกร้องอยู่นานไม่ใช่สิ่งที่ดี อย่างไรก็ตามเมื่อลูกโตขึ้น ลูกก็จะรอได้นานขึ้น ดังนั้นในช่วงปลายปีแรก คุณก็คงไม่ต้องรีบร้อนชงนมให้ลูกเท่ากับช่วง 2-3 เดือนแรก เพราะลูกสามารถเล่นกับของเล่นที่วางอยู่ข้างๆได้ ในขณะที่รอให้คุณชงนม

ในขวบปีแรกการตอบสนองเมื่อเด็กต้องการความสนใจและการดูแลช่วยเหลือแบบที่กล่าวมานี้ จะไม่ทำให้เด็กติดนิสัยหรือเอาแต่ใจตัว แต่เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้น เช่นในขวบปีที่ 2 เป็นต้นไป คุณควรหัดให้ลูกเริ่มรู้จักรอคอยทีละเล็กทีละน้อย หากคุณวิตกกังวลมากไม่อยากให้ลูกร้องเลย และคอยทำให้ลูกหรือตอบสนองลูกเสียก่อนที่ลูกจะเรียกร้องหรือเกิดความต้องการใดๆ ก็อาจเป็นการทำให้เด็กไม่มีโอกาสพัฒนาการอดทนรอคอย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตและจะทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตนเองได้

Credit: www.2pasa.com
ที่มาข้อความ Toddle Barn

Monday, 28 October 2013

พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก

เด็กๆเรียนรู้ว่า ควรรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของตนเอง รู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับความสามารถของตนเอง และนึกคิดอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งต่างๆรอบๆตัว โดยเลียนแบบพ่อแม่ทั้งคำพูดและการกระทำ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการสอนสุขนิสัย หรือ พฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ แก่ลูก ไม่ใช่วิธีการให้รางวัล หรือ การลงโทษ แต่ให้ใช้วิธีการส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นบวก และ การปฏิบัติพฤติกรรมดีเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็น ซึ่งจะทำให้ลูกเป็นคนที่มีความสุข ถ้าเดิมคุณมีพฤติกรรมที่ไม่ดีดังต่อไปนี้ การเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก จะส่งผลให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้น และ มีความสุขในชีวิตมากขึ้นอีกด้วย

นิสัยไม่ดีข้อ 1 : ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกมากเกินไป
การแสดงความไม่พอใจในรูปร่างของตัวเองออกมา จะแสดงให้ลูกเรียนรู้ว่า การให้คุณค่าตนเองขึ้นกับ การมีผิวขาวใสวิ้งหรือไม่ หรือ ต้องมีหุ่นผอมเพรียว โดยเสียเงินซื้ออาหารเสริมที่โฆษณาว่า กินแล้วจะผิวขาว หน้าเด้ง หรือ ผอมได้โดยไม่ต้องออกกำลังกาย เด็กๆโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงจะได้รับอิทธิพลความคิดจากคุณแม่ ลูกอาจไม่พอใจรูปร่างตนเองที่เห็นจากกระจก นำไปสู่การให้คุณค่าตนเองต่ำ หรือ ไม่พอใจในรูปลักษณ์ของตนเอง ทำให้ลูกมีปัญหาควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดผิดปกติ หรือ ปัญหาเกลียดการกิน (Anorexia nervosa)

นิสัยไม่ดีข้อ 2 : ใช้การกินเป็นสิ่งระบายความเครียด
ถ้าคุณใช้อาหารเป็นสิ่งชดเชยความทุกข์ใจ ความผิดหวัง ลูกจะเลียนแบบพฤติกรรมนี้ได้ แล้วนำไปสู่ปัญหาโรคอ้วน แต่คุณควรใช้วิธีอื่นในการระบายความเครียด เช่น การปรึกษาเพื่อนฝูง หรือ ไปเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์เครียด

นิสัยไม่ดีข้อ 3 : เล่นไอแพด ไอโฟน สมาร์ทโฟนตลอดเวลา
เด็กที่อยู่หน้าจออิเลคทรอนิคส์มากเกินไป จะมีปัญหาการนอน ปัญหาการเรียน และ น้ำหนักตัวเกิน

นิสัยไม่ดีข้อ 4 : วัตถุนิยม
เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบเล่นแต่งตัวตุ๊กตา แต่อย่าให้ลูกหมกหมุ่นกับกิจกรรมนี้มากเกินไป ควรส่งเสริมให้เล่นอย่างอื่นบ้าง เช่น ออกไปเดินเล่น เล่นกีฬา เพื่อลูกสาวจะได้เรียนรู้เรื่อง ความแข็งแกร่ง พละกำลัง และ ทำให้ลูกเรียนรู้ว่า การออกกำลังกายเป็นวิธีระบายความเครียดและความเหนื่อยล้าที่ดี และ อย่าลืมชมเชยเมื่อลูกแสดงความมีปฏิภาณไหวพริบ หรือ เมื่อลูกมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อย่าเอาแต่ชมว่าลูกสวยเพียงอย่างเดียว

นิสัยไม่ดีข้อ 5 : กินอัลกอฮอล์เพื่อระบายความเครียด
ถ้าคุณพ่อกลับบ้านมาด้วยความเครียดจากปัญหาที่ทำงาน แล้วพูดว่า "ขอกินเหล้าแก้กลุ้มหน่อยเถอะ" จะเป็นการแสดงให้ลูกรู้สึกว่า การกินเหล้าเป็นวิธีที่ดีในการแก้ไขปัญหาหนักอก และ ช่วยให้รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น เช่นเดียวกับ การกินกาแฟเยอะๆ หรือ เครื่องดื่มชูกำลัง เพื่อเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าให้แก่ร่างกาย วิธีที่ถูกต้องในการระบายความเครียด หรือ เพิ่มพลังชาร์ทแบต คือ การออกกำลังกาย การทำโยคะ การทำสมาธิ หรือ งานอดิเรกที่ได้ทำร่วมกันกับคนในครอบครัว

นิสัยไม่ดีข้อ 6 : ทำทุกอย่างเป็นการแช่งขันชิงดีชิงเด่น
การบอกลูกว่า ดูเด็กข้างบ้าน เพื่อนในห้อง หรือ พี่น้องสิ เขาทำโน่นนี่ได้ ไม่ใช่วิธีสร้างแรงจูงใจที่ดีให้แก่ลูก แต่ควรใช้การสร้างแรงจูงใจทางบวก ให้ชมลูกเมื่อลูกพยายามทำอย่างดีที่สุดเท่าที่ลูกทำได้ ช่วยให้ลูกเห็นข้อดีของการได้ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านว่าสนุกเพียงใด ให้ลูกแข่งกับตัวเอง และ ดูว่ามีการพัฒนามากขึ้นอย่างไร คุณอาจช่วยลูกค้นหากิจกรรมที่ลูกชื่นชอบและช่วยฝึกฝน เล่าให้ลูกฟังว่าคุณเองก็ต้องออกกำลังกายเหมือนกันและทำให้คุณรู้สึกดีอย่างไร

นิสัยไม่ดีข้อ 7 : เป็นคนชอบโต้เถึยง หรือ ขัดแย้งกับผู้อื่นตลอดเวลา
ถ้าพ่อแม่โต้เถียงกันตลอดเวลา ลูกๆจะเรียนรู้ว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ ทั้งๆที่ความจริง คือ ยิ่งโต้เถียง ก็จะยิ่งมีปัญหามากขึ้น ดังนั้นคุณควรเรียนรู้วิธีหลีกเลี่ยงการโต้เถียง เพราะการโต้เถียงอาจทำให้คุณรู้สึกดีในเบื้องต้น แต่มักทำให้เหตุการณ์แย่ลงในภายหลัง และ ลูกที่อยู่ในครอบครัวที่มีการโต้เถียงกันตลอดเวลา จะมีความเครียดมากกว่าปกติ

นิสัยไม่ดีข้อ 8 : ขี้นินทา
การนินทาผู้อื่น ที่จริงแล้ว เป็นสัญลักษณ์ของคนที่เห็นคุณค่าของตนเองต่ำ รวมถึงการชอบบริโภคข่าวซุบซิบนินทาในหนังสือพิมพ์ ทีวี นิตยสารดารา ก็ควรงดให้หมดด้วย สู้เอาเวลาไปขี่จักรยาน หรือ เล่นตั้งเตดีกว่า

ถ้าคุณพบว่าที่ผ่านมา คุณแสดงนิสัยไม่ดีเหล่านี้ให้ลูกเห็น จงอย่าคิดว่าลูกไม่สังเกตเห็น ลูกเห็นแน่นอน แต่วิธีแก้ไข คือ ให้บอกลูกเลยค่ะ ว่าที่ผ่านมา พ่อแม่ทำสิ่งไม่ดีอะไรมาบ้าง แต่พ่อแม่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง โดยอาจให้ลูกช่วยเตือน ลูกจะยินดีมากที่จะช่วยคุณพยายามหยุดนิสัยที่ไม่ดีเหล่านี้ การศึกษาพบว่า หากครอบครัวมีส่วนร่วมในการแก้ไขนิสัยไม่ดี หรือ ปลูกฝังนิสัยที่ดี กับคนในครอบครัว จะช่วยให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น

From:https://www.facebook.com/photo.php?fbid=761764080516408&set=a.591395760886575.156913.591075960918555&type=1&theater