1) แม่ให้นม ไม่ต้องทานมากๆ เพื่อบำรุงน้ำนม!
แม่จะอ้วน น้ำหนักจะไม่ลดซะที
แต่ให้คุณแม่ทานพอเหมาะ ทานมากขึ้น 500 แคลอรี่ ซึ่งเท่ากับ ก๋วยเตี๋ยว 1 ชามต่อวันเท่านั้น
เราทานเพื่อบำรุงตัวเอง ไม่ใช่บำรุงน้ำนมค่ะ
ใครที่ทานมากๆ และคิดว่าจะบำรุงน้ำนม ระวังจะลดไม่ลงนะคะ
ร่างกายจะดึงสารอาหารจากร่างกายของแม่เพื่อสร้างนมแม่
ถ้าแม่ทานอาหารไม่ครบหมู่ แม่จะโทรมและขาดอาหาร
น้ำนมแม่จะดีพร้อมเสมอนะคะ
ถ้าแม่ขาดอาหาร อดอาหาร น้ำนมแม่จะดีเสมอ แต่ร่างกายจะผลิตน้ำนมน้อยลงเพื่อปกป้องแม่ไม่ให้ขาดอาหารไปมากกว่านี้ค่ะ
2) แม่ไม่ต้องทานมากๆ เพื่อให้มีน้ำนม
ตามที่ได้นำเสนอไปเมื่อหลายวันก่อน กลไกการสร้างน้ำนมอยู่ที่การดูดกระตุ้น
ไม่เกี่ยวข้องกับการกิน กระเพาะอาหารไม่ช่วยผลิตน้ำนมค่ะ
แม่ที่กินมากๆ บำรุงแต่"ของดี" จะ "โชคร้าย" และไม่มีน้ำนมเลยถ้าไม่ให้ลูกดูด
แต่แม่ที่ทานอาหารครบหมู่ปกติทั่วไป จะมีน้ำนมมากสุดๆ ขอเพียงให้ลูกดูดมากๆ/หรือมีวินัยการปั๊มถ้าลูกไม่ดูดเต้าค่ะ
แม่ให้นมบุตร น้ำหนักจะลดเร็วมากโดยไม่ต้องอยู่ไฟ ไม่ต้องพึ่งยาใดๆ ค่ะ
วันหนึ่งแม่ให้นมจะเผาผลาญเทียบเท่าไปวิ่งจ๊อกกิ้ง 1 ชม. นะคะ
(เหนื่อยจะตาย สู้เรานอนให้นมเฉยๆ ไม่ได้เลย สบายกว่าเยอะ)
แต่เราต้องไม่ตามใจปาก ไม่ทานของหวานขนมนมเนย ของจุบจิบ หรือขนมกะทิบ่อยๆ
น้ำหนักจะไม่ลดค่ะ
แถมเต้านมตันง่าย นมแข็งกลายเป็นหิน ลูกแพ้โปรตีนนมเนยผ่านนมแม่ได้อีก
กินพอดีๆ ทานอาหารครบหมู่ ทานผักผลไม้ดีที่สุดนะคะ ผิวลูกและแม่จะสวยมากค่ะ
ที่มา: นมแม่ แบบแฮปปี้
รวบรวมข้อมูล บทความที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับมาดูแลเด็ก จาก Facebook ต่างๆ โดยมีเจตนาเพียงเพื่อการอ้างอิงค้นหาสำหรับเพื่อนฝูงที่มีลูกในวัยไล่เลี่ยกัน มิได้ต้องการจะแอบอ้างเป็นแหล่งข้อมูลแต่อย่างใด ทั้งนี้ผู้รวบรวมได้พยายามใส่ข้อมูลแหล่งที่มาให้ละเอียดเท่าที่จะทำได้ หากมีสิ่งใดสร้างปัญหา หรือความไม่พอใจแก่เจ้าของบทความ สามารถติดต่อเพื่อขอให้ยกเลิกการ publish ข้อความได้ทันที ใครที่จะแชร์บทความย่อยรบกวนไปแชร์ที่บทความต้นฉบับนะคะ เว้นแต่จะแชร์ทั้ง blog ไปเลย เพื่อเราจะได้อยู่ร่วมกันได้นานๆ :)
Showing posts with label Health. Show all posts
Showing posts with label Health. Show all posts
Friday, 14 February 2014
Sunday, 24 November 2013
ท่อน้ำนมอุดตันบ่อยๆ มะเขือเปราะช่วยได้
ท่อน้ำนมอุดตันบ่อยๆ มะเขือเปราะช่วยได้ค่ะ
เมื่อมีอาการบ่งบอกว่าเป็นเต้านมอักเสบ นมมีก้อนแข็งควรปฎิบัติดังนี้
1.อย่าหยุดให้นมข้างที่เป็น เพราะกลัวว่าลูกจะกินไม่ได้
ความจริงคือ ต้องให้ลูกดูดเป็นข้างแรกเสมอ ดูดให้บ่อยขึ้น ปั๊มให้บ่อยขึ้น นมที่ปั๊มอย่าทิ้ง เก็บได้ กินได้ ตามปกติ
จัดท่าให้คางลูกอยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นก้อน อาจต้องตีลังกาดูด ถ้าก้อนอยู่ด้านบน (ตามรูปประกอบ)
อาจให้พ่อแปรงฟันให้สะอาด ลองช่วยดูดดูโดยจินตนาการเหมือนดูดชานมไข่มุกที่ดูดไม่ขึ้น โดยใช้มือช่วยบีบไล่น้ำนมด้วย
2.การประคบอุ่นหรือร้อน จากด้านนอกผิวหนัง อาจไม่ช่วยอะไรมาก เพราะเป็น superficial heat แต่ไม่เสียหายที่จะลองทำดู วิธีที่ได้ผลคือ deep heat โดยการทำอัลตราซาวด์ที่แผนกกายภาพบำบัด ด้วยกำลัง 2 watt/cm2 นาน 5 นาที วันละ 1 ครั้ง โดยทำซ้ำได้ 2-3 วัน (โดยแพทย์เป็นคนสั่งการรักษา) แล้วตามด้วยการบีบน้ำนมไล่ออกมาตามท่อ ร่วมกับการดูดจากลูก จะช่วยให้ที่อุดตันหลุดเร็วขึ้น
3.ต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ถ้าเป็นนานเกิน 48 ชั่วโมงแล้ว ไม่เช่นนั้น อาจพัฒนาจนกลายเป็นฝีได้
ยาปฏิชีวนะที่ใช้ โดยไม่มีปัญหากับการให้นม เช่น dicloxacillin ถ้าแพ้เพนนิซิลลิน ให้ใช้ clindamycin (ปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยา)
4.ถ้ามีจุดสีขาวที่หัวนม (white dot) ถ้าให้ลูกดูดขณะหิวจัดแล้วไม่หลุด ให้ใช้เข็มปลอดเชื้อ (ซื้อที่ร้านขายยา) สะกิดให้หลุด
5.ถ้าเป็นฝีแล้ว ห้ามให้หมอกรีดแผลเด็ดขาด แต่ให้ใช้เข็มเบอร์ใหญ่ที่สุด พยายามดูดออกหนองออกให้หมด อาจดูดซ้ำหลายๆครั้ง และให้ยาปฏิชีวนะให้นานจนฝีหยุบเป็นปกติ โดยไม่ต้องหยุดให้นมลูก และดูดเต้าได้ตามปกติ เมื่อไม่มีบาดแผลที่เต้า คุณแม่ก็ไม่เจ็บเวลาลูกดูด
แต่ถ้ากรีดเป็นแผลแล้ว แม่ก็จะเจ็บมาก จนให้ลูกดูดไม่ได้ และน้ำนมจะซึมรั่วออกทางแผลตลอดเวลา ทำให้แผลไม่สมานปิด แล้วในที่สุด หมอที่กรีดแผล ก็จะบอกคุณแม่ว่า จำเป็นต้องใช้ยาหยุดน้ำนม ที่ชื่อ parlodel เพื่อให้น้ำนมแห้งไปก่อน แล้วเมื่อแผลหายแล้ว ค่อยให้นมใหม่ ซึ่งในความเป็นจริง คือ ไม่มีใครได้กลับมาให้นมแม่ได้อีกเลย เพราะลูกติดขวดไปแล้ว และนมแม่แห้งไปแล้ว การกู้น้ำนมก็จะยากมากจริงๆ จนคุณแม่ถอดใจท้อไปเสียก่อน
ป้าหมอหวังว่า ต่อไปนี้จะไม่มีกรณี การรักษาฝีที่เกิดจากท่อน้ำนมอุดตันโดยการกรีดแผลอีกต่อไปค่ะ เพราะนอกจากทำให้ต้องเลิกให้นมแม่ไปโดยปริยายแล้ว จะเกิดแผลไม่สวยงามที่เต้านมของคุณแม่อีกด้วย (ที่จริงมีรูปแสดง แต่น่ากลัวมาก ก็เลยไม่เอาดีกว่า)
คนที่มีปัญหาท่อน้ำนมอุดตันบ่อยๆ ควรป้องกันโดยวิธีการต่อไปนี้ เพราะเป็นแต่ละครั้ง จะเจ็บปวดมาก และปริมาณนมจะลดลงหลังจากนั้น
1.รักษาเวลาในการระบายน้ำนมออกจากเต้า อย่าทิ้งนมไว้ในเต้านานเกินไป
2.อย่ากินหวาน มัน แป้ง น้ำตาล
3.กินเลซิทิน 1200 มก. 1 เม็ด เช้า/เย็น ถ้าลูกไม่แพ้ถั่วเหลือง
4.ถ้ายังตันบ่อย ให้ลองหยุดแคลเซียมและน้ำมันปลาที่กินอยู่ หลายคนไม่เป็นอีกเลย หลังจากหยุดสองอย่างนี้
5.ควรฝึกวิธีบีบเต้าให้เกลี้ยงด้วยมือ และ การทำจี๊ดที่หัวนม (ดูวิธีทำได้จากคลิปวิดิโอ) เพราะการใช้เครื่องปั๊มนมเพียงอย่างเดียว อาจเอานมออกได้ไม่เกลี้ยงเต้า
6.มีคุณแม่ท่านหนึ่งค้นพบว่า การกินมะเขือเปราะวันละ 5-6 ผล ช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำบ่อยๆได้ หลังจากที่ทำทุกอย่าง 5 ข้อข้างต้นแล้ว ก็ยังเป็นแล้วเป็นอีก แต่หลังจากกินมะเขือเปราะ จะดิบหรือสุกก็ได้ ก็ไม่เป็นอีกเลย ข้อเสีย คือ ถ้ากินดิบ ยางของมะเขือจะเกาะติดฟัน ทำให้ฟันดำ จึงต้องแปรงฟันให้ดี แต่ก็ขัดออกได้ค่ะ คุณแม่ทดลองกินได้นะคะ ไม่เสียหายอะไร
ที่มาข้อความ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ
เมื่อมีอาการบ่งบอกว่าเป็นเต้านมอักเสบ นมมีก้อนแข็งควรปฎิบัติดังนี้
1.อย่าหยุดให้นมข้างที่เป็น เพราะกลัวว่าลูกจะกินไม่ได้
ความจริงคือ ต้องให้ลูกดูดเป็นข้างแรกเสมอ ดูดให้บ่อยขึ้น ปั๊มให้บ่อยขึ้น นมที่ปั๊มอย่าทิ้ง เก็บได้ กินได้ ตามปกติ
จัดท่าให้คางลูกอยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นก้อน อาจต้องตีลังกาดูด ถ้าก้อนอยู่ด้านบน (ตามรูปประกอบ)
อาจให้พ่อแปรงฟันให้สะอาด ลองช่วยดูดดูโดยจินตนาการเหมือนดูดชานมไข่มุกที่ดูดไม่ขึ้น โดยใช้มือช่วยบีบไล่น้ำนมด้วย
2.การประคบอุ่นหรือร้อน จากด้านนอกผิวหนัง อาจไม่ช่วยอะไรมาก เพราะเป็น superficial heat แต่ไม่เสียหายที่จะลองทำดู วิธีที่ได้ผลคือ deep heat โดยการทำอัลตราซาวด์ที่แผนกกายภาพบำบัด ด้วยกำลัง 2 watt/cm2 นาน 5 นาที วันละ 1 ครั้ง โดยทำซ้ำได้ 2-3 วัน (โดยแพทย์เป็นคนสั่งการรักษา) แล้วตามด้วยการบีบน้ำนมไล่ออกมาตามท่อ ร่วมกับการดูดจากลูก จะช่วยให้ที่อุดตันหลุดเร็วขึ้น
3.ต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ถ้าเป็นนานเกิน 48 ชั่วโมงแล้ว ไม่เช่นนั้น อาจพัฒนาจนกลายเป็นฝีได้
ยาปฏิชีวนะที่ใช้ โดยไม่มีปัญหากับการให้นม เช่น dicloxacillin ถ้าแพ้เพนนิซิลลิน ให้ใช้ clindamycin (ปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยา)
4.ถ้ามีจุดสีขาวที่หัวนม (white dot) ถ้าให้ลูกดูดขณะหิวจัดแล้วไม่หลุด ให้ใช้เข็มปลอดเชื้อ (ซื้อที่ร้านขายยา) สะกิดให้หลุด
5.ถ้าเป็นฝีแล้ว ห้ามให้หมอกรีดแผลเด็ดขาด แต่ให้ใช้เข็มเบอร์ใหญ่ที่สุด พยายามดูดออกหนองออกให้หมด อาจดูดซ้ำหลายๆครั้ง และให้ยาปฏิชีวนะให้นานจนฝีหยุบเป็นปกติ โดยไม่ต้องหยุดให้นมลูก และดูดเต้าได้ตามปกติ เมื่อไม่มีบาดแผลที่เต้า คุณแม่ก็ไม่เจ็บเวลาลูกดูด
แต่ถ้ากรีดเป็นแผลแล้ว แม่ก็จะเจ็บมาก จนให้ลูกดูดไม่ได้ และน้ำนมจะซึมรั่วออกทางแผลตลอดเวลา ทำให้แผลไม่สมานปิด แล้วในที่สุด หมอที่กรีดแผล ก็จะบอกคุณแม่ว่า จำเป็นต้องใช้ยาหยุดน้ำนม ที่ชื่อ parlodel เพื่อให้น้ำนมแห้งไปก่อน แล้วเมื่อแผลหายแล้ว ค่อยให้นมใหม่ ซึ่งในความเป็นจริง คือ ไม่มีใครได้กลับมาให้นมแม่ได้อีกเลย เพราะลูกติดขวดไปแล้ว และนมแม่แห้งไปแล้ว การกู้น้ำนมก็จะยากมากจริงๆ จนคุณแม่ถอดใจท้อไปเสียก่อน
ป้าหมอหวังว่า ต่อไปนี้จะไม่มีกรณี การรักษาฝีที่เกิดจากท่อน้ำนมอุดตันโดยการกรีดแผลอีกต่อไปค่ะ เพราะนอกจากทำให้ต้องเลิกให้นมแม่ไปโดยปริยายแล้ว จะเกิดแผลไม่สวยงามที่เต้านมของคุณแม่อีกด้วย (ที่จริงมีรูปแสดง แต่น่ากลัวมาก ก็เลยไม่เอาดีกว่า)
คนที่มีปัญหาท่อน้ำนมอุดตันบ่อยๆ ควรป้องกันโดยวิธีการต่อไปนี้ เพราะเป็นแต่ละครั้ง จะเจ็บปวดมาก และปริมาณนมจะลดลงหลังจากนั้น
1.รักษาเวลาในการระบายน้ำนมออกจากเต้า อย่าทิ้งนมไว้ในเต้านานเกินไป
2.อย่ากินหวาน มัน แป้ง น้ำตาล
3.กินเลซิทิน 1200 มก. 1 เม็ด เช้า/เย็น ถ้าลูกไม่แพ้ถั่วเหลือง
4.ถ้ายังตันบ่อย ให้ลองหยุดแคลเซียมและน้ำมันปลาที่กินอยู่ หลายคนไม่เป็นอีกเลย หลังจากหยุดสองอย่างนี้
5.ควรฝึกวิธีบีบเต้าให้เกลี้ยงด้วยมือ และ การทำจี๊ดที่หัวนม (ดูวิธีทำได้จากคลิปวิดิโอ) เพราะการใช้เครื่องปั๊มนมเพียงอย่างเดียว อาจเอานมออกได้ไม่เกลี้ยงเต้า
6.มีคุณแม่ท่านหนึ่งค้นพบว่า การกินมะเขือเปราะวันละ 5-6 ผล ช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำบ่อยๆได้ หลังจากที่ทำทุกอย่าง 5 ข้อข้างต้นแล้ว ก็ยังเป็นแล้วเป็นอีก แต่หลังจากกินมะเขือเปราะ จะดิบหรือสุกก็ได้ ก็ไม่เป็นอีกเลย ข้อเสีย คือ ถ้ากินดิบ ยางของมะเขือจะเกาะติดฟัน ทำให้ฟันดำ จึงต้องแปรงฟันให้ดี แต่ก็ขัดออกได้ค่ะ คุณแม่ทดลองกินได้นะคะ ไม่เสียหายอะไร
ที่มาข้อความ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ
Labels:
Breast Feeding,
Feeding,
Health,
Nutrition
การให้อาหารเสริมเร็วเกินไปอาจมีผลเสียต่อทารกได้
วันนี้ได้ทราบข่าวร้าย
จึงขออนุญาตนำเสนอข้อเสียของการให้ทานอาหารเสริมก่อนวัยอันควร (6 เดือน) นะคะ
ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของน้อง และขอให้ดวงวิญญาณของน้องไปสู่สุคติค่ะ/ แอดมิน
----------------------
การให้อาหารเสริมเร็วเกินไปอาจมีผลเสียต่อทารกได้
เพราะสารอาหารไม่เหมาะสมกับทารก หรือมีไม่เพียงพอ
ตัวอย่างเช่น
1) เป็นภูมิแพ้หรือขาดโปรตีน
กล้วยและข้าวบดมีโปรตีนน้อยกว่าน้ำนมแม่
ทำให้ลูกขาดโปรตีนได้
นมวัวและโยเกิร์ต มีโปรตีนขนาดใหญ่
กระตุ้นทำให้เกิดภูมิแพ้ต่อโปรตีนนั้นได้
อาการแพ้สามารถแสดงทันทีหลังอาหาร
หรือแพ้สะสม จนไปเป็นภูมิแพ้ในภายหลังได้
2) ขาดอาหารเพราะทานคาร์โบไฮเดรต/แป้ง
แป้งในกล้วย/ข้าว ฯลฯ ขัดขวางการดูดซึม
อิ่มนาน จึงทำให้ลูกขาดอาหารได้ค่ะ
3) ถ่ายเป็นไขมัน
ลูกยังดูดซึมไขมันได้ไม่ดี ส่งผลต่อการย่อย
การดูดซึมและการขับถ่าย
ผลเสียอื่นๆ ของการรีบป้อนทานอาหารเสริม
- ในทารกที่ยังไม่สามารถชันคอได้
ระบบการกลืนอาจยัง ทำงานไม่สัมพันธ์กันดี
ทำให้มีโอกาสสำลักอาหารเข้าไปในหลอดลมได้
- บางคนลำไส้อุดตัน ถ่ายไม่ออก ลำไส้เน่า ต้องผ่าตัดค่ะ
บางคนกระเพาะทะลุ เพราะระบบย่อยยังทำงานได้ไม่เต็มที่
ส่งผลให้มีแก้สมาก งอแง ไม่สบายตัว
- อาหารเสริมที่ให้พลังงานสูง ทำให้ลูกเป็นโรคอ้วนได้
- ลูกอิ่มนาน อาจมีผลทำให้เกิดการปรับตัว
ทำให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น
- อาหารเสริมบางชนิดเติมเกลือ
อาจส่งผลให้ลูกเป็นโรคความดันสูง โรคไต
- อาหารเสริมที่มีน้ำตาล ทำให้ติดหวาน
ฟันผุ ทานอาหารอื่นยาก ไม่ยอมทานอาหารรสธรรมชาติค่ะ
>> แล้ว น้ำ ล่ะ?
ถ้าลูกทานนมแม่ 0-6 เดือน ไม่ต้องทานน้ำค่ะ
เพราะนมแม่มีน้ำมากกว่า 80%
ถ้าให้กินน้ำด้วยจะเปลืองที่ในกระเพาะ
น้ำหนักขึ้นช้า 11% และมีผลให้ขาดอาหารได้ค่ะ
ที่มา นมแม่ แบบแฮปปี้
จึงขออนุญาตนำเสนอข้อเสียของการให้ทานอาหารเสริมก่อนวัยอันควร (6 เดือน) นะคะ
ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของน้อง และขอให้ดวงวิญญาณของน้องไปสู่สุคติค่ะ/ แอดมิน
----------------------
การให้อาหารเสริมเร็วเกินไปอาจมีผลเสียต่อทารกได้
เพราะสารอาหารไม่เหมาะสมกับทารก หรือมีไม่เพียงพอ
ตัวอย่างเช่น
1) เป็นภูมิแพ้หรือขาดโปรตีน
กล้วยและข้าวบดมีโปรตีนน้อยกว่าน้ำนมแม่
ทำให้ลูกขาดโปรตีนได้
นมวัวและโยเกิร์ต มีโปรตีนขนาดใหญ่
กระตุ้นทำให้เกิดภูมิแพ้ต่อโปรตีนนั้นได้
อาการแพ้สามารถแสดงทันทีหลังอาหาร
หรือแพ้สะสม จนไปเป็นภูมิแพ้ในภายหลังได้
2) ขาดอาหารเพราะทานคาร์โบไฮเดรต/แป้ง
แป้งในกล้วย/ข้าว ฯลฯ ขัดขวางการดูดซึม
อิ่มนาน จึงทำให้ลูกขาดอาหารได้ค่ะ
3) ถ่ายเป็นไขมัน
ลูกยังดูดซึมไขมันได้ไม่ดี ส่งผลต่อการย่อย
การดูดซึมและการขับถ่าย
ผลเสียอื่นๆ ของการรีบป้อนทานอาหารเสริม
- ในทารกที่ยังไม่สามารถชันคอได้
ระบบการกลืนอาจยัง ทำงานไม่สัมพันธ์กันดี
ทำให้มีโอกาสสำลักอาหารเข้าไปในหลอดลมได้
- บางคนลำไส้อุดตัน ถ่ายไม่ออก ลำไส้เน่า ต้องผ่าตัดค่ะ
บางคนกระเพาะทะลุ เพราะระบบย่อยยังทำงานได้ไม่เต็มที่
ส่งผลให้มีแก้สมาก งอแง ไม่สบายตัว
- อาหารเสริมที่ให้พลังงานสูง ทำให้ลูกเป็นโรคอ้วนได้
- ลูกอิ่มนาน อาจมีผลทำให้เกิดการปรับตัว
ทำให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น
- อาหารเสริมบางชนิดเติมเกลือ
อาจส่งผลให้ลูกเป็นโรคความดันสูง โรคไต
- อาหารเสริมที่มีน้ำตาล ทำให้ติดหวาน
ฟันผุ ทานอาหารอื่นยาก ไม่ยอมทานอาหารรสธรรมชาติค่ะ
>> แล้ว น้ำ ล่ะ?
ถ้าลูกทานนมแม่ 0-6 เดือน ไม่ต้องทานน้ำค่ะ
เพราะนมแม่มีน้ำมากกว่า 80%
ถ้าให้กินน้ำด้วยจะเปลืองที่ในกระเพาะ
น้ำหนักขึ้นช้า 11% และมีผลให้ขาดอาหารได้ค่ะ
ที่มา นมแม่ แบบแฮปปี้
Monday, 28 October 2013
10 สารก่อภูมิแพ้ในบ้านที่คาดไม่ถึง
1. ต้นไม้ในบ้าน : มีสปอร์เชื้อราติดอยู่ตามกระถางต้นไม้และที่พื้นบริเวณที่วางต้นไม้ วิธีลดความเสี่ยง คือ กำจัดใบที่ตายแล้ว ใช้จานรองกระถางต้นไม้เพื่อไม่ให้ดินกระจายออกมานอกกระถางลงพื้นบ้าน และ หลีกเลี่ยงการรดน้ำต้นไม้จนชุ่มโชก
2. สัตว์เลี้ยง : ไม่เพียงแต่ผิวหนังหรือรังแคสัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่น้ำลาย ปัสสาวะ และ อุจจาระของสัตว์เลี้ยง ซึ่งตกอยู่ตามพื้นพรม เฟอร์นิเจอร์ และ เตียงนอนล้วนมีสารโปรตีนซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารก่อภูมิแพ้ได้ทั้งสิ้น วิธีลดความเสี่ยง คือ ไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าห้องนอน หมั่นทำความสะอาดบ้านบ่อยๆเพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้ตกค้างสะสมในบ้าน ล้างมือทุกครั้งหลังจากเล่นกับสัตว์เลี้ยง
3. พรม ผ้าเช็ดเท้า : เป็นแหล่งสะสมฝุ่น ไรฝุ่น วิธีลดความเสี่ยง คือ หมั่นทำความสะอาดบ่อยๆ เอาพรมออกไป ติดตั้งพัดลมดูดอากาศในห้องน้ำเพื่อถ่ายเทอากาศไม่ให้อับชื้น
4. หนังสือ : เป็นอาหารสมองสำหรับคุณ แต่ก็เป็นอาหารสำหรับไรฝุ่น ไรหนังสือด้วยเช่นกัน วิธีแก้ไข คือ หมั่นทำความสะอาด หรือ เก็บหนังสือในตู้ปิด และอย่าให้ห้องเก็บหนังสือชื้น เพราะจะทำให้มีเชื้อราเจริญเติบโตซึ่งเป็นอาหารของไรหนังสือ
5.เฟอร์นิเจอร์กำมะหยี่ หรือ ทำจากผ้า : จะมีตัวไร วิธีแก้ไข คือ หุ้มเฟอร์นิเจอร์ด้วยหนัง ไวนิล หรือ จ้างคนมากำจัดไรฝุ่นบ่อยๆ เฟอร์นิเจอร์ที่เก็บในห้องที่มีความชื้น เช่น ห้องใต้ดิน จะมีเชื้อรามากมาย ให้แก้ไขโดยหาเครื่องมือลดความชื้น
6.เตียงนอน : การอยู่บนเตียงวันละ 8 ชม. จะมีเซลผิวหนังตกหล่นอยู่บนเตียงนอน ซึ่งกลายเป็นอาหารของไรฝุ่น วิธีแก้ไข คือ ใช้ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน กันไรฝุ่นที่เส้นใยทอแน่นจนไรฝุ่นเล็ดลอดขึ้นมาบนเตียงไม่ได้ ซักผ้าปูเตียงด้วยน้ำร้อนทุกสัปดาห์ หลีกเลี่ยงการใช้หมอนที่ซักไม่ได้
7.ตุ๊กตานุ่มนิ่ม : ให้เลือกเพื่อนรักของลูกชนิดที่ซักในน้ำร้อนได้ทุกสัปดาห์ และ ต้องเป่าให้แห้งด้วยเพื่อไม่ให้มีเชื้อรา
8.ห้องน้ำ : เชื้อราชอบขึ้นที่กระเบื้องปูพื้นและผนังห้องน้ำ วิธีป้องกัน คือ ทำห้องน้ำให้แห้ง และ สะอาดอยู่เสมอ ซ่อมแซมจุดที่มีน้ำรั่วไหล ใช้พัดลมดูดอากาศเพื่อระบายความชื้น และ ทำความสะอาดพื้นห้องน้ำด้วยน้ำยาขจัดคราบ
9.ห้องครัว : เป็นสถานที่ที่เชื้อราชื่นชอบ เพราะ ชื้นแฉะ และ มีเศษอาหารซึ่งเป็นอาหารของเชื้อรา วิธีป้องกัน คือ ปิดถังขยะให้มิดชิด ป้องกันไม่ให้แมลงสาบเข้าไปหาอาหารและเพาะพันธุ์ เพราะซากแมลงสาบก็เป็นสารก่อภูมิแพ้
10.เครื่องปรับอากาศ : เป็นที่สะสมของฝุ่น และ เชื้อรา วิธีป้องกัน คือ ใช้ที่กรองอากาศและทำความสะอาดเป็นประจำ
From: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=761757283850421&set=a.591395760886575.156913.591075960918555&type=1&theater
2. สัตว์เลี้ยง : ไม่เพียงแต่ผิวหนังหรือรังแคสัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่น้ำลาย ปัสสาวะ และ อุจจาระของสัตว์เลี้ยง ซึ่งตกอยู่ตามพื้นพรม เฟอร์นิเจอร์ และ เตียงนอนล้วนมีสารโปรตีนซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารก่อภูมิแพ้ได้ทั้งสิ้น วิธีลดความเสี่ยง คือ ไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าห้องนอน หมั่นทำความสะอาดบ้านบ่อยๆเพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้ตกค้างสะสมในบ้าน ล้างมือทุกครั้งหลังจากเล่นกับสัตว์เลี้ยง
3. พรม ผ้าเช็ดเท้า : เป็นแหล่งสะสมฝุ่น ไรฝุ่น วิธีลดความเสี่ยง คือ หมั่นทำความสะอาดบ่อยๆ เอาพรมออกไป ติดตั้งพัดลมดูดอากาศในห้องน้ำเพื่อถ่ายเทอากาศไม่ให้อับชื้น
4. หนังสือ : เป็นอาหารสมองสำหรับคุณ แต่ก็เป็นอาหารสำหรับไรฝุ่น ไรหนังสือด้วยเช่นกัน วิธีแก้ไข คือ หมั่นทำความสะอาด หรือ เก็บหนังสือในตู้ปิด และอย่าให้ห้องเก็บหนังสือชื้น เพราะจะทำให้มีเชื้อราเจริญเติบโตซึ่งเป็นอาหารของไรหนังสือ
5.เฟอร์นิเจอร์กำมะหยี่ หรือ ทำจากผ้า : จะมีตัวไร วิธีแก้ไข คือ หุ้มเฟอร์นิเจอร์ด้วยหนัง ไวนิล หรือ จ้างคนมากำจัดไรฝุ่นบ่อยๆ เฟอร์นิเจอร์ที่เก็บในห้องที่มีความชื้น เช่น ห้องใต้ดิน จะมีเชื้อรามากมาย ให้แก้ไขโดยหาเครื่องมือลดความชื้น
6.เตียงนอน : การอยู่บนเตียงวันละ 8 ชม. จะมีเซลผิวหนังตกหล่นอยู่บนเตียงนอน ซึ่งกลายเป็นอาหารของไรฝุ่น วิธีแก้ไข คือ ใช้ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน กันไรฝุ่นที่เส้นใยทอแน่นจนไรฝุ่นเล็ดลอดขึ้นมาบนเตียงไม่ได้ ซักผ้าปูเตียงด้วยน้ำร้อนทุกสัปดาห์ หลีกเลี่ยงการใช้หมอนที่ซักไม่ได้
7.ตุ๊กตานุ่มนิ่ม : ให้เลือกเพื่อนรักของลูกชนิดที่ซักในน้ำร้อนได้ทุกสัปดาห์ และ ต้องเป่าให้แห้งด้วยเพื่อไม่ให้มีเชื้อรา
8.ห้องน้ำ : เชื้อราชอบขึ้นที่กระเบื้องปูพื้นและผนังห้องน้ำ วิธีป้องกัน คือ ทำห้องน้ำให้แห้ง และ สะอาดอยู่เสมอ ซ่อมแซมจุดที่มีน้ำรั่วไหล ใช้พัดลมดูดอากาศเพื่อระบายความชื้น และ ทำความสะอาดพื้นห้องน้ำด้วยน้ำยาขจัดคราบ
9.ห้องครัว : เป็นสถานที่ที่เชื้อราชื่นชอบ เพราะ ชื้นแฉะ และ มีเศษอาหารซึ่งเป็นอาหารของเชื้อรา วิธีป้องกัน คือ ปิดถังขยะให้มิดชิด ป้องกันไม่ให้แมลงสาบเข้าไปหาอาหารและเพาะพันธุ์ เพราะซากแมลงสาบก็เป็นสารก่อภูมิแพ้
10.เครื่องปรับอากาศ : เป็นที่สะสมของฝุ่น และ เชื้อรา วิธีป้องกัน คือ ใช้ที่กรองอากาศและทำความสะอาดเป็นประจำ
From: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=761757283850421&set=a.591395760886575.156913.591075960918555&type=1&theater
Subscribe to:
Posts (Atom)