Showing posts with label Breast Feeding. Show all posts
Showing posts with label Breast Feeding. Show all posts

Friday, 14 February 2014

แม่ให้นมบุตร มียาอะไรที่ห้ามทาน?

ยาที่ห้ามใช้ มีเพียงไม่กี่ชนิดค่ะ เช่นยารักษามะเร็ง สารกัมมันตรังสี ยาไมเกรนจำพวก ergotamine แอสไพริน ยากันเลือดแข็งตัวบางชนิด ยานอนหลับ phenobarbital
ยาแก้อักเสบส่วนมากใช้ได้ ที่ต้องระวังคือยาซัลฟ่าบางชนิดค่ะ
(จากหนังสือ ถาม-ตอบ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดย พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร พญ.อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ)

สำหรับแม่ๆ ที่เป็นไทรอยด์ ให้นมลูกได้หรือไม่?
ให้ได้ค่ะ แต่ถ้าใช้ยาขนาดสูง ควรติดตามอาการของลูกด้วย

ภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติมีได้ 2 ลักษณะกรณีต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยผิดปกติ (hypothyroid) สร้างฮอร์โมนได้น้อยลง ยาที่ให้จะเป็นฮอร์โมนธัยรอยด์ซึ่งให้เพื่อชดเชย ได้แก่ Eltroxine ออกทางนมแม่ได้น้อย กรณีต่อมไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ (hyperthyroid) ยาที่แม่ได้รับจะมี 2 ชนิด คือ propylthiouracll (PTU) หรือ methimazole (MMI) สมาคมกุมารแพทย์ของสหรัฐอเมริการับรองให้ใช้ได้รับรองให้ใช้ได้ในแม่ที่ให้นมลูก

ยาเหล่านี้ ถ้าใช้ในขนาดธรรมดาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าใช้ขนาดสูง ก็อาจแจ้งคุณหมอเด็กที่ดูแลลูกให้ช่วยติดตามการทำงานของไทรอยด์ของลูกด้วย แต่โดยมากคุณหมอจะพยายามปรับขนาดยาให้น้อยเท่าที่จะควบคุมอาการได้ อยู่แล้ว และหากต้องการลดผลของยา ก็สามารถปรับเวลา โดยกินยาในช่วงที่ลูกจะหลับยาวหรือหลังลูกดูดนมอิ่มแล้วก็ได้

ในหญิงให้นมบุตรสามารถเลือกใช้ได้ทั้ง methimazole (น้อยกว่า 20 มก./วัน) และ PTU น้อยกว่า 300 มก./วัน)
http://www.doctor.or.th/clinic/detail/7151

Propranolol ทานได้ risk level 0 (ไฟเขียว)
Methimazole ทานได้ risk level 0 (ไฟเขียว) ทานได้สูงถึง 20-30 มก.
ข้อมูลจากเว็บเช็คยาสำหรับแม่ให้นม www.e-lactancia.org

ส่วนตัวไม่แนะนำให้ทานยาแก้แพ้ CPM
แม้ว่า CPM ไม่มีผลต่อลูก แต่มีผลกดการหลั่งของน้ำนม ส่งผลให้น้ำนมน้อยลงได้นะคะ
เช่นเดียวกับยาลดน้ำมูก Pseudoephedrine ก็ทำให้น้ำนมลดน้อยลงได้หากทานติดต่อกันหลายๆ วันค่ะ
ถ้าต้องการก็สามารถทานเพื่อให้แม่หายใจสะดวก ให้แม่ได้พักผ่อน ไม่คัดจมูก พออาการทุเลาก็หยุดทาน ไม่ต้องทานติดต่อหลายๆ วันจนหมดค่ะ

สำคัญนะคะ
แม่เป็นหวัดไม่ต้องหยุดให้นมแม่ เพียงใช้หน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อยๆ จะเป็นการลดโอกาสส่งเชื้อให้ลูก และลูกจะได้ภูมิต้านทานต่อเชื้อหวัดนั้นๆ ผ่านน้ำนมแม่ ช่วยให้ไม่ติดหวัดจากแม่ แม้จะติดก็จะไม่ป่วยมากและหายไวค่ะ

การที่แม่ทานยาและงดให้นมบุตรโดยไม่จำเป็น เพราะ "เผื่อไว้ก่อน"
เสี่ยงที่ลูกจะติดจุก ไม่กลับมาดูดนมแม่อีก
เสี่ยงลูกติดหวัดจากแม่ เพราะแม่ไม่ให้ลูกกินนมแม่ที่มีภูมิต้านทาน
เสี่ยงที่น้ำนมจะลด เพราะลูกไม่ได้ดูดกระตุ้น แม่ปั๊มได้บ่อยไม่พอ
เสี่ยงลูกแพ้นมวัว เพราะให้กินนมผงแทนนมแม่ค่ะ

ที่มา: นมแม่ แบบแฮปปี้

ความเข้าใจผิดเรื่องนมแม่และอาหารของแม่หลังคลอด

1) แม่ให้นม ไม่ต้องทานมากๆ เพื่อบำรุงน้ำนม!
แม่จะอ้วน น้ำหนักจะไม่ลดซะที
แต่ให้คุณแม่ทานพอเหมาะ ทานมากขึ้น 500 แคลอรี่ ซึ่งเท่ากับ ก๋วยเตี๋ยว 1 ชามต่อวันเท่านั้น
เราทานเพื่อบำรุงตัวเอง ไม่ใช่บำรุงน้ำนมค่ะ
ใครที่ทานมากๆ และคิดว่าจะบำรุงน้ำนม ระวังจะลดไม่ลงนะคะ

ร่างกายจะดึงสารอาหารจากร่างกายของแม่เพื่อสร้างนมแม่
ถ้าแม่ทานอาหารไม่ครบหมู่ แม่จะโทรมและขาดอาหาร
น้ำนมแม่จะดีพร้อมเสมอนะคะ
ถ้าแม่ขาดอาหาร อดอาหาร น้ำนมแม่จะดีเสมอ แต่ร่างกายจะผลิตน้ำนมน้อยลงเพื่อปกป้องแม่ไม่ให้ขาดอาหารไปมากกว่านี้ค่ะ

2) แม่ไม่ต้องทานมากๆ เพื่อให้มีน้ำนม
ตามที่ได้นำเสนอไปเมื่อหลายวันก่อน กลไกการสร้างน้ำนมอยู่ที่การดูดกระตุ้น
ไม่เกี่ยวข้องกับการกิน กระเพาะอาหารไม่ช่วยผลิตน้ำนมค่ะ

แม่ที่กินมากๆ บำรุงแต่"ของดี" จะ "โชคร้าย" และไม่มีน้ำนมเลยถ้าไม่ให้ลูกดูด
แต่แม่ที่ทานอาหารครบหมู่ปกติทั่วไป จะมีน้ำนมมากสุดๆ ขอเพียงให้ลูกดูดมากๆ/หรือมีวินัยการปั๊มถ้าลูกไม่ดูดเต้าค่ะ

แม่ให้นมบุตร น้ำหนักจะลดเร็วมากโดยไม่ต้องอยู่ไฟ ไม่ต้องพึ่งยาใดๆ ค่ะ
วันหนึ่งแม่ให้นมจะเผาผลาญเทียบเท่าไปวิ่งจ๊อกกิ้ง 1 ชม. นะคะ
(เหนื่อยจะตาย สู้เรานอนให้นมเฉยๆ ไม่ได้เลย สบายกว่าเยอะ)

แต่เราต้องไม่ตามใจปาก ไม่ทานของหวานขนมนมเนย ของจุบจิบ หรือขนมกะทิบ่อยๆ
น้ำหนักจะไม่ลดค่ะ
แถมเต้านมตันง่าย นมแข็งกลายเป็นหิน ลูกแพ้โปรตีนนมเนยผ่านนมแม่ได้อีก
กินพอดีๆ ทานอาหารครบหมู่ ทานผักผลไม้ดีที่สุดนะคะ ผิวลูกและแม่จะสวยมากค่ะ

ที่มา: นมแม่ แบบแฮปปี้

เกณฑ์น้ำหนักของลูกโดยคร่าวๆ

1 สัปดาห์แรก น้ำหนักจะลด 10% ของนน.แรกเกิด
ครบ 2 สัปดาห์ น้ำหนักจะเท่านน. แรกเกิด
น้ำหนักลูกจะขึ้นประมาณ 500-1000 กรัมต่อเดือนนะคะ

พอครบ 5 เดือน ลูกจะหนักเป็น 2 เท่าของแรกเกิด
หนักเป็น 3 เท่าของแรกเกิดตอน 1 ปี
และจะหนักเป็น 4 เท่าของแรกเกิดตอน 2 ขวบค่ะ

ถ้าแรกเกิด หนัก 2,500 กรัม
1 สัปดาห์แรก นน. ลด 250 กรัม **เป็นปกติ**
ครบ 2 สัปดาห์ นน. จะขึ้นมาเป็น 2,500 กรัม ไม่ใช่ นน. ไม่ขึ้นนะคะ
ให้กินบ่อยๆ 8-10 มื้อต่อวัน อย่าจำกัดเวลาค่ะ

เกณฑ์น้ำหนักตอน 5 เดือนคือสองเท่า = 5 กก.
(2,500 x 2 = 5,000 กรัม)
หลัง 6 เดือน ถ้าเริ่มซีด แสดงว่าต้องเพิ่มธาตุเหล็กในอาหารเสริม เช่น ไข่แดง ตับ ผักสีเขียวเข้ม

ตั้งเป้าว่า 1 ขวบจะหนักประมาณ 7.5 กก. ก็คือ 3 เท่าของแรกเกิดนะคะ
(2,500 x 3 = 7,500 ค่ะ)
หลังจากนี้ถัา นน. ยังต่ำกว่า 3 เท่า ต้องเพิ่มน้ำหนักด้วยการให้ทานข้าว 3 มื้อเป็นหลัก ไม่ทานนมมากๆ แล้วค่ะ

ที่มา: นมแม่ แบบแฮปปี้

Wednesday, 25 December 2013

ปัญหาน้ำนมแม่ ไม่พอ

ถาม: ตอนนี้ลูกแค่ 2 เดือนแต่น้ำนมไม่พอให้ทาน
กินทุกอย่างที่ว่าดี ทำให้มีน้ำนมเยอะ
จะทำไงดีค่ะ

ตอบ: มันไม่อยู่ที่การกินเท่านั้นนะคะ
ถ้าอยากให้มีน้ำนม ต้องให้ดูดกระตุ้นค่ะ
ในกรณีที่"นมไม่พอ" มักไม่ใช่นมไม่พอ
แต่เป็นเพราะหลายอาการของลูกที่ทำให้แม่คิดว่าตนเองนมไม่พอนะคะ

1) ลูกร้องหงุดหงิดเวลาเจอเต้า
แทบทุกคนที่ให้ลูกทานจากขวด จะติดจุกไวมากค่ะ ทำให้ใจร้อนไม่รอน้ำนมแม่ไหล ไม่ดูดเอง เจอเต้าปุ๊บจะร้องทันที
>>> วิธีแก้คือ: งดขวดค่ะ
เสริมนมผสมได้แต่ให้ป้ายน้ำนมที่หัวนม แล้วให้ลูกเข้าเต้า
ค่อยๆ หยดนมแม่ที่เต้า เวลาลูกงอแงจะอ้าปากได้รสน้ำนมพอดี จะยอมดูดต่อค่ะ
อดทน 1-2 วัน ลูกจะดูดได้เก่งขึ้นมาก ไม่ต้องกลัวลูกอดนะคะ หยดน้ำนมให้ทันก่อนลูกจะปล่อยปากจากเต้าค่ะ

2) ดูดแล้วหลับ พอวางก็ร้อง
>>> วิธีแก้: ต้องปลุกค่ะ
งดแก้วจิบหรือคัพฟีดเพราะลูกจะรอถูกกรอกอย่างเดียว ไม่ยอมดูดนมแม่เอง พอวางก็ร้อง

เห็นไหมคะ ข้อ 1 & 2 โดนกันมาก เพราะทางรพ. ป้อนแก้วป้อนขวด ลูกดูดนมแม่ไม่เป็น กลับบ้านก็เจอปัญหาคิดว่า "นมไม่พอ"

3) ปั๊มได้น้อย (แถมปั๊มแล้วใส่ขวดอีก อ่านข้อ 1)
เป็นธรรมดาที่เดือนแรกจะปั๊มไม่ออกค่ะ
เพราะร่างกายต้องการลูกใช้ลิ้นดูดกระตุ้น
ไม่ใช่ใช้เครื่องปั๊ม << เป็นเพียงตัวช่วยเท่านั้น

4) นอนไม่นาน ตื่นกลางคืน แม่เหนื่อย งั้นก็เสริมนมผง จะเป็นไรไป (ติดจุกค่ะ อ่านข้อ 1)
วิธีแก้>> แม่นอนกลางวันกับลูกนะคะ
เวลาแม่ท้อง ลูกดิ้นกลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน ถูกไหมคะ จึงต้องใช้เวลาปรับตัว
แม่ก็ด้วยนะคะ ที่ธรรมชาติเค้าให้แม่ท้องแก่ตื่นเข้าห้องน้ำกลางดึกบ่อยๆ ก็เพราะจะให้แม่หัดตื่นเช่นกันค่ะ

5) ดูดทั้งวันทั้งคืน
เพราะหน้าที่ลูกคือดูดกระตุ้นให้แม่สร้างน้ำนมอีก ถ้าอยู่กลางป่าเขาที่ไหน เด็กจะมีชีวิตรอด น้ำนมพอแน่นอนค่ะ
ในทางกลับกัน แม่ที่เสริมนมผง น้ำนมไม่พอทุกคน ไม่เคยเจอใครที่น้ำนมพอเลย
วิธีแก้ >> ให้ดูดค่ะ นอนให้กินบ้าง ใช้เป้อุ้ม/เบบี้สลิงบ้าง หาคนช่วยทำงานบ้าน
ถ้าลูกกินนมแม่ล้วนๆ ฉี่มากกว่า 6 ครั้ง/วัน แสดงว่านมพอค่ะ
ไม่ต้องไปชั่ง ก่อนและหลัง เครียดเกินนะคะ
และไม้ต้องปั๊มออกมาดูค่ะ (อ่านข้อ 3)

6) ลูกงอแง ดูดไปซักพัก จะบ่นไป ร้องไป
นั่นคืออาการของน้ำนมเริ่มฉีดและกลืนไม่ทันค่ะ
วิธีแก้ >> คว่ำหน้าลูกดูดบนอก หรือปั๊มนมออกบางส่วน ระบุว่าเป็นนมส่วนหน้าเพราะจะใสกว่านมส่วนหลัง กระตุ้นให้อึคืะ ให้ทานตอนลูกไม่ค่อยอึได้ (อ่านข้อ 7)

7) อยู่ๆ ลูกไม่อึ
ลำไส้ทารกทำงานดีขึ้นหลังอาทิตย์ที่ 3-4
จะฉี่ตามปกติแต่อึไม่บ่อยเท่าเดือนแรก
วิธีแก้ >> ไม่ต้องสวนค่ะ ให้กินนมแม่ส่วนหน้าที่ปั๊มไว้ ถ้าไม่มีก็จับเข่าลูกชนพุงกะทิเบาๆ หรือจับปั่นจักรยานกลางอากาศ
กล้ามเนื้อที่ทวารหนักจะหย่อนและลูกจะถ่ายได้ง่ายขึ้นค่ะ
ระวังทะลักเพิร์ส เพราะมันจะเยอะมาก ^^"

มีอีกไหมคะ ทำไมจึงคิดว่านมแม่ไม่พอ?
อ้อ หน้าอกเล็ก!

 แม่นมเล็กค่ะ
จริงๆ ไม่เกี่ยวกันเลยนะคะ
ขนาดของเต้าคือไขมัน ส่วนต่อมน้ำนมมีทุกคนค่ะ ผู้ชายยังมีเลยนะคะ
ถ้าลูกดูดกระตุ้นนมแม่บ่อยพอ วันละ 8-10 มื้อ นมอนุบาลก็สามารถเลี้ยงแฝดได้ค่ะ!
หลายคนคอนเฟิร์มนะคะ
ส่วนใครหน้าอกใหญ่ๆ แต่เสริมขวด ป้อนแก้ว เสริมนมผสม ก็จะมีน้ำนมน้อย ลูกหงุดหงิด อ่าน 1 & 2 ค่ะ

อ่านให้หมดนะคะ พลีส  สู้ๆๆ

Credit: นมแม่ แบบแฮปปี้

Sunday, 24 November 2013

ท่อน้ำนมอุดตันบ่อยๆ มะเขือเปราะช่วยได้

ท่อน้ำนมอุดตันบ่อยๆ มะเขือเปราะช่วยได้ค่ะ

เมื่อมีอาการบ่งบอกว่าเป็นเต้านมอักเสบ นมมีก้อนแข็งควรปฎิบัติดังนี้

1.อย่าหยุดให้นมข้างที่เป็น เพราะกลัวว่าลูกจะกินไม่ได้

ความจริงคือ ต้องให้ลูกดูดเป็นข้างแรกเสมอ ดูดให้บ่อยขึ้น ปั๊มให้บ่อยขึ้น นมที่ปั๊มอย่าทิ้ง เก็บได้ กินได้ ตามปกติ

จัดท่าให้คางลูกอยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นก้อน อาจต้องตีลังกาดูด ถ้าก้อนอยู่ด้านบน (ตามรูปประกอบ)

อาจให้พ่อแปรงฟันให้สะอาด ลองช่วยดูดดูโดยจินตนาการเหมือนดูดชานมไข่มุกที่ดูดไม่ขึ้น โดยใช้มือช่วยบีบไล่น้ำนมด้วย

2.การประคบอุ่นหรือร้อน จากด้านนอกผิวหนัง อาจไม่ช่วยอะไรมาก เพราะเป็น superficial heat แต่ไม่เสียหายที่จะลองทำดู วิธีที่ได้ผลคือ deep heat โดยการทำอัลตราซาวด์ที่แผนกกายภาพบำบัด ด้วยกำลัง 2 watt/cm2 นาน 5 นาที วันละ 1 ครั้ง โดยทำซ้ำได้ 2-3 วัน (โดยแพทย์เป็นคนสั่งการรักษา) แล้วตามด้วยการบีบน้ำนมไล่ออกมาตามท่อ ร่วมกับการดูดจากลูก จะช่วยให้ที่อุดตันหลุดเร็วขึ้น

3.ต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ถ้าเป็นนานเกิน 48 ชั่วโมงแล้ว ไม่เช่นนั้น อาจพัฒนาจนกลายเป็นฝีได้

ยาปฏิชีวนะที่ใช้ โดยไม่มีปัญหากับการให้นม เช่น dicloxacillin ถ้าแพ้เพนนิซิลลิน ให้ใช้ clindamycin (ปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยา)

4.ถ้ามีจุดสีขาวที่หัวนม (white dot) ถ้าให้ลูกดูดขณะหิวจัดแล้วไม่หลุด ให้ใช้เข็มปลอดเชื้อ (ซื้อที่ร้านขายยา) สะกิดให้หลุด

5.ถ้าเป็นฝีแล้ว ห้ามให้หมอกรีดแผลเด็ดขาด แต่ให้ใช้เข็มเบอร์ใหญ่ที่สุด พยายามดูดออกหนองออกให้หมด อาจดูดซ้ำหลายๆครั้ง และให้ยาปฏิชีวนะให้นานจนฝีหยุบเป็นปกติ โดยไม่ต้องหยุดให้นมลูก และดูดเต้าได้ตามปกติ เมื่อไม่มีบาดแผลที่เต้า คุณแม่ก็ไม่เจ็บเวลาลูกดูด

แต่ถ้ากรีดเป็นแผลแล้ว แม่ก็จะเจ็บมาก จนให้ลูกดูดไม่ได้ และน้ำนมจะซึมรั่วออกทางแผลตลอดเวลา ทำให้แผลไม่สมานปิด แล้วในที่สุด หมอที่กรีดแผล ก็จะบอกคุณแม่ว่า จำเป็นต้องใช้ยาหยุดน้ำนม ที่ชื่อ parlodel เพื่อให้น้ำนมแห้งไปก่อน แล้วเมื่อแผลหายแล้ว ค่อยให้นมใหม่ ซึ่งในความเป็นจริง คือ ไม่มีใครได้กลับมาให้นมแม่ได้อีกเลย เพราะลูกติดขวดไปแล้ว และนมแม่แห้งไปแล้ว การกู้น้ำนมก็จะยากมากจริงๆ จนคุณแม่ถอดใจท้อไปเสียก่อน

ป้าหมอหวังว่า ต่อไปนี้จะไม่มีกรณี การรักษาฝีที่เกิดจากท่อน้ำนมอุดตันโดยการกรีดแผลอีกต่อไปค่ะ เพราะนอกจากทำให้ต้องเลิกให้นมแม่ไปโดยปริยายแล้ว จะเกิดแผลไม่สวยงามที่เต้านมของคุณแม่อีกด้วย (ที่จริงมีรูปแสดง แต่น่ากลัวมาก ก็เลยไม่เอาดีกว่า)

คนที่มีปัญหาท่อน้ำนมอุดตันบ่อยๆ ควรป้องกันโดยวิธีการต่อไปนี้ เพราะเป็นแต่ละครั้ง จะเจ็บปวดมาก และปริมาณนมจะลดลงหลังจากนั้น

1.รักษาเวลาในการระบายน้ำนมออกจากเต้า อย่าทิ้งนมไว้ในเต้านานเกินไป

2.อย่ากินหวาน มัน แป้ง น้ำตาล

3.กินเลซิทิน 1200 มก. 1 เม็ด เช้า/เย็น ถ้าลูกไม่แพ้ถั่วเหลือง

4.ถ้ายังตันบ่อย ให้ลองหยุดแคลเซียมและน้ำมันปลาที่กินอยู่ หลายคนไม่เป็นอีกเลย หลังจากหยุดสองอย่างนี้

5.ควรฝึกวิธีบีบเต้าให้เกลี้ยงด้วยมือ และ การทำจี๊ดที่หัวนม (ดูวิธีทำได้จากคลิปวิดิโอ) เพราะการใช้เครื่องปั๊มนมเพียงอย่างเดียว อาจเอานมออกได้ไม่เกลี้ยงเต้า

6.มีคุณแม่ท่านหนึ่งค้นพบว่า การกินมะเขือเปราะวันละ 5-6 ผล ช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำบ่อยๆได้ หลังจากที่ทำทุกอย่าง 5 ข้อข้างต้นแล้ว ก็ยังเป็นแล้วเป็นอีก แต่หลังจากกินมะเขือเปราะ จะดิบหรือสุกก็ได้ ก็ไม่เป็นอีกเลย ข้อเสีย คือ ถ้ากินดิบ ยางของมะเขือจะเกาะติดฟัน ทำให้ฟันดำ จึงต้องแปรงฟันให้ดี แต่ก็ขัดออกได้ค่ะ คุณแม่ทดลองกินได้นะคะ ไม่เสียหายอะไร

ที่มาข้อความ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

"น้ำนมน้อย"

หลายๆ ครั้งไม่ใช่น้ำนมน้อยหรอกนะคะ ตัวอย่างเช่น...

ทารกแรกเกิด - 3 เดือน
>> ดูดนมแทบจะตลอดเวลา
- ก็เพราะกระเพาะยังเล็ก และลูกก็ยังเคยได้อาหารแทบจะตลอดเวลาเมื่ออยู่ในครรภ์

>> ลูกไม่นอน ตื่นกลางคืน หลับกลางวัน
- ก็เพราะลูกเคยดิ้นบ่อยตอนกลางคืน ยังต้องใช้เวลาปรับตัวอีกเป็นเดือนค่ะ

>> วางไม่ได้ วางเป็นร้อง
- ก็เพราะลูกเคยอยู่ในครรภ์ของแม่ ที่อุ่นและโอบรัดกายตลอด 9 เดือน

บางทีไม่ใช่เพราะลูก แต่เป็นเพราะแม่นอยด์เพราะเครื่องปั๊มนม
>> ถ้าปั๊มไม่ออก ไม่ใช่เพราะน้ำนมน้อย แต่ต้องได้ลูกดูดกระตุ้น น้ำนมจะออกเองค่ะ
บางครั้งกรวยปั๊มไม่พอดี หรือเครื่องคุณภาพไม่ดีพอ ปั๊มไม่ออก เราจะยิ่งนอยด์ค่ะ
บีเคยปั๊มได้ 1 ออนซ์ตอน 1 เดือน ก่อนนั้นปั๊มจนหัวนมถลอก แต่ไม่ออกเลยค่ะ
** กรุณาอย่าปั๊มแล้วใส่ขวด เพราะติดจุกจะยิ่งเครียด เสียแรงล้าง-นึ่งขวดและที่ปั๊มนม ยิ่งนอยด์ค่ะ

พอ 1-2 เดือน เริ่มไม่อึเพราะลำไส้ทำงานดีขึ้น >> หรือว่านมไม่พอ? (ไม่ใช่นะคะ)

พอ 2-3 เดือนเริ่มเจอกำปั้นตัวเอง เอามือเข้าปาก น้ำลายมาก >> สงสัยหิว หรือว่านมไม่พอ!? / เพราะฟันน้ำนมซี่แรกใกล้ขึ้นค่ะ

อายุ 3-4 เดือน >> เริ่มตื่นบ่อยตื่นมาร้องจ๊ากๆ / เพราะฟันจะขึ้นตอนกลางคืนเวลาหลับสนิทค่ะ น้องจึงตื่นมางอแง

>> บางครั้งดูดนมแม่ซักพักแล้วงอแง ดูดๆ ปล่อยๆ หรือดูดๆ บ่นๆ / เพราะน้ำนมพุ่งแรงค่ะ ให้ปั๊มออกบางส่วนหรือคว่ำหน้าดูด

>> หลายครั้งเลย (เศร้า) ที่ลูกดูดนมแม่ไม่เป็น โดนป้อนขวดตั้งแต่ที่รพ. เจอนมแม่แล้วไหลไม่ทันใจ มีน้ำนมค่ะ แต่ต้องแก้ติดจุกนะคะ

เห็นไหมคะ นี่เป็นเพียง 1 ประเด็นที่เราคิดว่า "น้ำนมน้อย"
แต่มีสาเหตุเยอะไปหมดที่พร้อมอธิบายได้ว่า ไม่ใช่น้ำนมน้อยค่ะ

และขอบอกว่า สิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าลูกได้น้ำนมไม่พอคือ
*** ฉี่ไม่ถึง 6 ครั้งใน 24 ชม. ***
ถ้าลูกฉี่เกิน 6 ครั้ง แสดงว่าได้นมพอค่ะ

และไม่ใช่เพราะแม่ไม่มีน้ำนมนะคะ
แต่เป็นเพราะน้ำนมถูกเอาออกจากเต้าได้น้อย (ต่างกันนะคะ)
ด้วยการที่
1) ลูกดูดผิด อมไม่ลึกพอ อุ้มผิดท่า
2) ลูกมีพังผืดใต้ลิ้นทำให้ดูดได้ไม่ดีนัก
3) ลูกนอนยาวไป มื้อนมไม่พอ (ทารกแรกเกิดควรได้ประมาณ 8-10 มื้อต่อวันค่ะ)

หวังว่าเพื่อนๆ จะเข้าใจลูกรักของเรามากขึ้น และสบายใจขึ้น ให้นมแม่อย่างมีความสุขมากขึ้นนะคะ
น้อยคนมากๆ ที่ให้ลูกดูดกระตุ้นตลอดแล้วจะ "น้ำนมไม่พอ" (เช่น ปัญหาฮอร์โมนผิดปกติซึ่งหายากมาก)
ส่วนมากที่เจอกับแม่ไทย เพราะติดจุกจากโรงพยาบาลซะเยอะ ได้คำแนะนำผิดๆ ได้ยินคำพูดที่บั่นทอนความตั้งใจ แล้วเข้าใจไปเองว่า ชั้นไม่มีนม (Y . Y)

ที่มาข้อความ นมแม่ แบบแฮปปี้

Tuesday, 29 October 2013

Overfeeding // กินนมเยอะเกินไป

คือ อาการกินนมเยอะจนมีอาการดังต่อไปนี้

1.นอนร้องเป็นแพะ เป็นแกะ แอะๆๆ แอะๆๆ

2.บิดตัวเหยียดแขนเหยียดขา ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดๆ คล้ายเสียงประตูไม่หยอดน้ำมัน

3.เสียงครืดคราดในคอ ทำให้เสียงคล้ายเสมหะในคอ เนื่องจากนมล้นขึ้นมาที่คอหอยแล้ว

4.แหวะนมหรืออาเจียนนมออกมาทางปากหรือจมูก

5.พุงกางเป็นทรงน้ำเต้าตลอดเวลา ไม่เคยเห็นพุงแฟบเลย

ถ้าใครมีอาการดังกล่าว พบว่านน.จะขึ้นเกิน 35 กรัมต่อวัน หรือ เกิน 1 กก./เดือน

ดังนั้น ใครที่เข้าใจผิดว่าทารกควรมีนน.เพิ่มขึ้นเดือนละโล โปรดเข้าใจใหม่ค่ะ นั่นคือมากเกินไปแล้ว จนทำให้อึดอัด ปวดท้อง โยเย ร้องไห้กวน

นน.ขึ้นปกติคือ
600-900 กรัม/ด.ในช่วงอายุ 0-3 เดือน
450-600. ก./ด. 4-6 ด.
300 ก./ด. 7-12 ด.

ถ้า overfeeding จากนมแม่ ไม่อันตราย เพราะโตขึ้นหุ่นจะผอมเพรียวได้เอง แต่การอาเจียนบ่อยก็ไม่ดีเพราะจะทำให้กรดจากกระเพาะอาหารย้อนออกมาทำให้หลอดอาหารเป็นแผลได้ ดังนั้น ถ้าคุมสถานการณ์การกิน ไม่ให้กินมากเกินไปได้ ก็ควรทำ

วิธีคุมไม่ให้ลูกกินมากเกินไป คือ ให้ประเมินว่าลูกอึครบ 2 ครั้ง โดยที่แต่ละครั้งมีปริมาณอึกว้างเท่ากับแกนของม้วนกระดาษชำระ คือ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 ซม. หรือจำนวนฉี่ครบ 6 ครั้ง ในหนึ่งวัน (24 ชม.) ลูกพุงกางเป็นน้ำเต้าแล้ว ลูกสะอึกบ่อยแล้ว หากลูกร้องทุกครั้งให้ประเมินดูสถานการณ์เหล่านี้ ถ้าพบว่าได้รับนมเข้าไปมากพอแล้ว ให้ใช้วิธีเบี่ยงเบน โดยอุ้มลูก เคลื่อนไหวไปมา ใช้เปลไกว ใช้จุกหลอกได้ทั้งสิ้น ไม่ต้องกลัวติดมือ ติดเปล ติดจุกหลอก เพราะเราจะใช้แค่ช่วงเวลา 3-4 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกปรับตัวกับโลกใบใหม่อยู่ หลังจากนั้นลูกจะเลี้ยงง่ายขึ้นและตะกละน้อยลง เราก็เลิกใช้ ให้เบี่ยงเบนโดยเล่นกับลูก สุดท้ายจริงๆ หากลูกต้องการดูดเต้าให้ได้ ก็ต้องปั๊มนมออกก่อน เพื่อจะได้ไม่ได้รับปริมาณนมเข้าไปมากเกินไป แต่เป็นการดูดเพื่อความพึงพอใจ

แต่การวินิจฉัยไม่ได้ว่าลูกเป็น overfeeding ก็อาจทำให้เกิดผลเสียบางอย่างซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยดังเคสตัวอย่างต่อไปนี้

ทารกวัยเดือนครึ่งกินนมแม่มาตลอด มีปัญหาหายใจครืดคราดเสียงดังมากตอนกลางคืน พ่อแม่พาไปพบหมอมาแล้ว 5 คน วินิจฉัยว่า เป็นหวัด ให้ยากิน ยาหยดจมูก เอ็กซเรย์ปอด และล่าสุดบอกว่าแพ้นมแม่ ให้เปลี่ยนไปกินนมถั่วกระป๋อง คุณพ่อไม่อยากจะเชื่อว่าแพ้นมแม่ ก็เลยพามาปรึกษาป้าหมอ

ตรวจร่างกายพบว่าเป็นเด็กพุงพลุ้ยลักษณะดังรูปประกอบ (แต่ไม่ใช่เด็กคนนี้นะคะ คนนี้เป็นนายแบบ overfeeding อีกคนหนึ่ง) พอถามอาการ 5 ข้อ ก็ถูกหมดทุกข้อ นน.ขึ้นเกินโล เรื่องแพ้อาหารที่ผ่านทางนมแม่ ก็ไม่น่าใช่ เพราะคุณแม่งดอาหารกลุ่มเสี่ยงทั้งนมวัว นมถั่ว ไข่ แป้งสาลี ซีฟู้ดแล้ว อาการก็ยังไม่ดีขึ้น เนื่องจากยังไม่ได้คุมการกินไม่ยั้งของลูกนั่นเอง หากคุมให้นน.ไม่ขึ้นเกินโล อาการก็จะหายไปค่ะ

พอทราบคำตอบ พ่อแม่ก็ยิ้มออก พร้อมกับโล่งอก ว่าเกือบไปแล้ว เกือบต้องหยุดนมแม่ เพราะอาการ overfeeding หรือตะกละของลูกน้อยแล้วไหมหล่ะ

From: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=762498290442987&set=a.591395760886575.156913.591075960918555&type=1&theater