Showing posts with label Problem. Show all posts
Showing posts with label Problem. Show all posts

Friday, 14 February 2014

ลูกดื้อ ทำอย่างไรดี ใช้วิธีขู่ดีไหม

"ลูกชายวัย 2 ขวบครึ่ง มีปัญหาเรื่องพูดอะไรก็ไม่เชื่อ คุณแม่ห้ามอะไรไม่ค่อยฟัง ก็เลยต้องใช้วิธีการงัดสิ่งที่เขากลัวขึ้นมาขู่จึงจะยอมเชื่อ เช่น เดี๋ยวเรียกเสือมานะ เรียกหมามากัดนะ แต่คุณแม่ก็กังวลว่าจะเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสม อยากถามคุณหมอว่าจะมีวิธีอะไรดีกว่านี้ในการห้ามปรามลูกไหมคะ"

การขู่เป็นวิธีที่ง่ายในการทำให้ลูกหยุดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ได้บ้าง แต่จะไม่ได้ผลถาวร และ มีผลเสียตามมา เช่น

1.ลูกจะมีพัฒนาการด้านภาษาไม่ดี เพราะสิ่งที่พ่อแม่สื่อสารกับลูก จะช่วยพัฒนากระบวนการทางความคิดให้กับลูก ถ้าการบอกเหตุและผลสอดคล้องกัน จะทำให้ลูกมีพัฒนาการทางด้านภาษาที่ดีกว่า พัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ก็จะดีตามไปด้วย เนื่องจากการที่ลูกได้เรียนรู้ว่าหากทำหรือไม่ทำแบบนี้ ผลที่เกิดตามมาจะเป็นอย่างไร จะช่วยให้ลูกเรียบเรียงความคิด และสื่อสารออกมาได้ดีกว่าการที่ได้รับข้อมูลแบบไม่เป็นเหตุเป็นผล เช่น ถ้าลูกดื้อไม่ยอมกินข้าว แล้วคุณแม่บอกว่า จะเรียกเสือมากัด แทนที่จะพูดว่า ถ้าลูกไม่กิน ลูกก็จะหิว เพราะลูกก็จะไม่ได้กินอะไรอีก จนกว่าจะถึงมื้อต่อไป ลูกก็จะงงว่า ไม่กินข้าว แล้วเสือจะมากัดได้ยังไง เมื่อเหตุและผลไม่สอดคล้องกัน ลูกก็ไม่เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

2.ทำให้ลูกเป็นคนขี้กลัว วิตกกังวลได้ง่าย เช่น “ถ้าซน จะให้หมอฉีดยาเจ็บๆ” “ถ้าไม่ยอมนอน ผีจะมาจับตัวไป” เหล่านี้จะทำให้ลูกกลัวหมอแบบไม่มีเหตุผล หรือ ทำให้ลูกกลัวความมืด ไม่ยอมนอนยิ่งกว่าเดิม เพราะกลัวว่าผีจะมาจับตัวไปจริงๆ

3.ถ้าคำขู่นั้นไม่เป็นจริง ลูกก็ไม่เชื่อถือพ่อแม่ ไม่สนใจคำขู่อีกต่อไป

4.คำขู่อันตราย เช่น “ถ้าทำแบบนี้ จะไม่รักนะ” ห้ามใช้เด็ดขาด เพราะเป็นสิ่งบั่นทอนจิตใจลูก ยิ่งใช้บ่อยๆ จะทำให้ลูกเชื่อว่าพ่อแม่ไม่รัก กลายเป็นเด็กที่ไม่มีความสุข เมื่อไม่มีความสุขก็จะยิ่งมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์มากขึ้น หรือ ดื้อมากขึ้นกว่าเดิม เพราะต้องการทดสอบว่า ที่จริงแล้วพ่อแม่ยังรักเขาอยู่หรือเปล่า

ต่อไปนี้ คือ วิธีการที่ใช้ได้ผลมากกว่า

1.พูดชมเชยเวลาลูกมีพฤติกรรมที่ดี เช่น "หนูน่ารักมากๆ เวลาที่หนูไม่ตะโกน” “ลูกเก่งมากที่กินผักวันนี้”

2.เป็นตัวอย่างที่ดี เช่น การเข้าคิวซื้อกาเร็ตป๊อปคอร์น/คริสปี้ครีมไม่แซงคิว การผลัดกันไม่แย่งกันเวลาเจอของแบรนด์เนมลดราคา การรอคอยอย่างอดทนไม่โวยวายเวลาต้องรออะไรนานๆเช่นเวลารอตรวจที่รพ. เป็นต้น

3.บอกผลตามมาที่เป็นจริง ซึ่งอาจเป็นการให้รางวัล ทำสิ่งที่ลูกชอบ หรือ การงดของที่ลูกชอบ เช่น "ถ้าลูกไม่เก็บของเล่นให้เรียบร้อย แม่จะเก็บแล้วหนูจะไม่ได้เล่นอีก 3 วัน” “ถ้าลูกแบ่งของให้น้องเล่น วันนี้แม่จะอ่านนิทานให้ฟังเพิ่มขึ้นอีก 1 เรื่อง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้จริงเท่านั้น ซึ่งจะทำให้พ่อแม่เป็นคนที่เชื่อถือได้ในคำพูด

4.ไม่พูดว่า “จะไม่รักลูก” ให้พูดว่า “แม่รักลูก แต่แม่เสียใจที่ลูกไม่เชื่อฟังแม่” “แม่รักลูก แต่แม่ไม่ชอบเวลาที่ลูกดื้อกับแม่” “แม่รักลูก แต่ถ้าลูกทำผิด แม่ก็ต้องลงโทษลูก"

ปล.1 ป๊อบคอร์น คริสปี้ครีม เป็นอาหารกลุ่มเสี่ยง มีเนยนมชีส กินแล้วแพ้ได้ และ อ้วนด้วยค่ะ หญิงตั้งครรภ์และคุณแม่ให้นมแม่ไม่ควรกิน และคุณพ่อก็ไม่ควรกินยั่วคุณแม่ด้วย เพื่อไม่ให้คุณแม่ตบะแตก

ปล.2 คุณแม่ให้นมแม่ สามารถซื้อของแบรนด์เนมดีๆได้บ้าง เพราะมีเงินเหลือจากค่านมผง และ ค่ารักษาพยาบาลเวลาลูกเจ็บป่วยปีละหลายหมื่นบาท

Credit: สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

Monday, 6 January 2014

ปัญหาลูกน้อยขี้วีน

ความจริงเรื่องความโกรธ อารมณ์ร้าย ขี้โมโหก็เป็นเรื่องปกติที่เด็กวัยนี้จะเป็น แต่จะมากจะน้อยก็แล้วแต่พื้นอารมณ์ของเด็กและการเลี้ยงดู

เด็กวัยนี้อาจจะแสดงอารมณ์โกรธหรือโมโหได้ง่าย เพราะอยู่ในช่วงที่ชีวิตเปลี่ยนแปลง เช่น บางคนต้องไปโรงเรียนทั้งๆ ที่ยังไม่อยากไป หรือหนูบางคนอาจจะรู้สึกถูกละเลยจึงต้องเรียกร้องความสนใจด้วยการโกรธอยู่เสมอจนติดเป็นนิสัย ซึ่งถ้าเจออารมณ์ของลูกแบบนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องมีวิธีรับมือ และช่วยลูกให้ค่อยๆ ปรับอารมณ์ เรียนรู้เรื่องอารมณ์ของตนเอง และรู้จักควบคุมอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ

1) ไม่ควรนิ่งดูดายบนอารมณ์ร้ายของลูก

พ่อแม่บางคนเบื่อหน่ายลูกที่ขี้วีน พอลูกอาละวาดก็เลยใช้วิธีไม่สนใจทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งวิธีนี้ลูกจะแสดงอารมณ์โกรธบ่อยๆ จนเป็นนิสัย กลายเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ ขี้หงุดหงิด และแก้ไขปัญหาด้วยการใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลต่อไป

2) อย่าตำหนิลูกรุนแรงเวลาลูกแสดงอารมณ์โกรธ

การตำหนิทำให้หนูน้อยรู้สึกผิด ยิ่งรู้สึกผิดยิ่งกราดเกรี้ยว หงุดหงิดก็แย่อยู่แล้วและยังถูกดุว่าต่ออีก ลูกจะยิ่งรู้สึกไม่ดีและจะกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีกับสุขภาพจิตเลย การที่ให้เด็กแสดงความรู้สึกออกมานั้นเป็นการช่วยเด็กระบายความรู้สึกที่ไม่ดีออกมา ต้องสอนให้เด็กเรียนรู้ว่า ไม่ผิดที่จะโมโห หรือ โกรธ แต่ลูกต้องแสดงออกทางอารมณ์ให้เหมาะสม ซึ่งพ่อแม่ต้องช่วยเหลือเด็กให้รู้จักวิธีแสดงออกที่เหมาะสม

ข้อแนะนำ : เวลาที่ลูกโกรธ แสดงว่าลูกรู้สึกไม่มั่นคงทางอารมณ์ คุณพ่อคุณแม่ควรจะเป็นที่พึ่งพิงที่หนักแน่นมั่นคง กอดลูกไว้ และเมื่อลูกสงบจึงอธิบายถึงเหตุและผลให้ลูกฟังอย่างนุ่มนวล ด้วยวิธีที่ไม่ใช่การตำหนิดุด่า

3) อย่าแก้ปัญหาด้วยการตามใจเด็ก

ไม่ใช่จะตามใจทุกเรื่องจนลูกติดเป็นนิสัย เพราะลูกจะเรียนรู้ว่าต้องวีนจึงจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ในสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล

อันไหนไม่ได้ก็ต้องบอกลูกให้ชัดเจนว่าไม่ได้ ถึงหนูจะร้องไห้ แม่ก็ไม่สามารถให้ลูกได้ วิธีแก้ปัญหาไม่ใช่การให้สิ่งที่เขาต้องการเสมอไป

แต่ควรใช้วิธีงเบี่ยงเบนความสนใจ และสุดท้ายเมื่อลูกสงบจึงพูดคุยกับลูกถึงเรื่องที่ผ่านมาว่าทำไมจึงไม่ได้ และการที่ลูกอาละวาดแบบนี้ไม่ดียังไง ทำให้คุณพ่อคุณแม่เสียใจอย่างไร แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะขัดใจไปทุกเรื่องนะคะ ให้ได้ก็ให้ ให้ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไม่ได้เพราะอะไร ซึ่งหนูน้อยก็จะค่อย ๆ เรียนรู้ว่าเขาจะไม่ได้ในทุกสิ่งที่ตัวเองต้องการตลอดไป และการแสดงอารมณ์โกรธเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการก็ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาเสมอไป

4) เทคนิคสยบอารมณ์ร้ายของลูก

รับฟังลูกเสมอ เวลาโกรธ ใครๆ ก็อยากจะระบายออกมาว่าไม่พอใจอะไร คุณพ่อคุณแม่ควรจะฟังลูกนะคะ ถึงแม้หนูจะตะโกนเสียงดังแค่ไหน ก็ต้องรับฟังเขาเสมอ

สัมผัสรักบรรเทาโกรธ กอดลูกไว้ ลูบหลังไหล่ จับมือลูกไว้ดีกว่าค่ะ การที่มีคนมาสัมผัสลูกจะรับรู้ถึงความอบอุ่นใจ และมั่นคงจากพ่อแม่ การที่ลูกอาละวาดนั่นเพราะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ซึ่งหนูน้อยก็รู้สึกตกใจนะคะ ที่อารมณ์ของตัวเองอยู่เหนือการควบคุมอย่างนี้ การสัมผัสจะช่วยคลายอารมณ์ที่กำลังไม่มั่นคง และอยู่เหนือการควบคุมของลูกให้สงบลงได้

ระบายอารมณ์ด้วยศิลปะ ลองหาสี กระดาษให้เขาได้ระบาย วาดรูป หรือเขียนอะไรก็ได้ตามใจ บอกลูกว่าหนูโกรธอะไร หงุดหงิดเรื่องอะไร หรือว่าอยากได้อะไรลองวาดเป็นรูปให้คุณแม่ดูหน่อยสิ ให้แม่ได้รู้ว่าหนูอยากได้อะไร เสร็จแล้วก็เอารูปวาดนั้นมานั่งคุยกับลูก ว่าอันนี้คืออะไร ที่หนูวาดอย่างนี้ต้องการอะไร

การได้ระบายโดยการวาดออกมา และมีคุณแม่มาสนใจถามไถ่ เป็นการบำบัดอารมณ์อย่างหนึ่งที่นักจิตวิทยาชอบใช้กับเด็ก คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถนำมาใช้ กับการแก้ไขอารมณ์ร้ายของลูกได้ค่ะ

ให้เล่นอะไรที่ใช้แรงเยอะๆ หาของเล่นที่ต้องทุบๆ ตีๆ หรือบีบๆ ปั้นๆ เช่น กลองเด็กเล่น แป้งโด ดินน้ำมัน ให้ลูกได้เล่นแบบใช้แรงเยอะๆ สักพัก ถือเป็นการระบายออกอย่างหนึ่ง เดี๋ยวเดียวแกก็จะลืมความหงุดหงิดอารมณ์ร้ายที่ออกฤทธิ์ไว้อย่างแน่นอน

ให้อยู่ในที่โล่งๆ ถ้าลูกอาละวาดไม่ควรจะจับขังในห้องแคบๆ เหมือนที่ในหนังชอบทำนะคะ เพราะจะทำร้ายจิตใจหนูมาก และที่แคบๆ จะไม่ช่วยให้อารมณ์ลูกผ่อนคลายลงได้เลย แต่ควรหาที่โล่งๆ เช่น พาออกไปที่สนามหน้าบ้าน ที่โล่งๆ จะช่วยให้อารมณ์ของหนูผ่อนคลายได้มากกว่าค่ะ

สงบสยบโกรธ ถ้าทำทุกอย่างแล้วหนูก็ยังไม่หยุดอาละวาด คุณพ่อคุณแม่ควรจะนิ่งสักพัก ปล่อยให้อารมณ์ของลูกลดลงเอง แต่อย่าไปอาละวาดกลับนะคะ เพราะยิ่งจะเหมือนเอาน้ำมันราดลงไปบนกองไฟ

Tips

คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับลูกนะคะ ไม่ควรจะแสดงอารมณ์กราดเกรี้ยวใส่กันในครอบครัว ไม่ควรโกรธหัวเสียใส่ลูกเวลาที่ลูกวีน หรือเวลาอารมณ์เสียแล้วมาลงที่ลูก เพราะหนูน้อยมองดูอยู่ และกำลังเลียนแบบคุณพ่อคุณแม่ทุกขณะจิตค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสารดวงใจพ่อแม่
www.kapook.com

Credit: การดูแลเด็ก ปฐมวัย

Wednesday, 25 December 2013

ปัญหาน้ำนมแม่ ไม่พอ

ถาม: ตอนนี้ลูกแค่ 2 เดือนแต่น้ำนมไม่พอให้ทาน
กินทุกอย่างที่ว่าดี ทำให้มีน้ำนมเยอะ
จะทำไงดีค่ะ

ตอบ: มันไม่อยู่ที่การกินเท่านั้นนะคะ
ถ้าอยากให้มีน้ำนม ต้องให้ดูดกระตุ้นค่ะ
ในกรณีที่"นมไม่พอ" มักไม่ใช่นมไม่พอ
แต่เป็นเพราะหลายอาการของลูกที่ทำให้แม่คิดว่าตนเองนมไม่พอนะคะ

1) ลูกร้องหงุดหงิดเวลาเจอเต้า
แทบทุกคนที่ให้ลูกทานจากขวด จะติดจุกไวมากค่ะ ทำให้ใจร้อนไม่รอน้ำนมแม่ไหล ไม่ดูดเอง เจอเต้าปุ๊บจะร้องทันที
>>> วิธีแก้คือ: งดขวดค่ะ
เสริมนมผสมได้แต่ให้ป้ายน้ำนมที่หัวนม แล้วให้ลูกเข้าเต้า
ค่อยๆ หยดนมแม่ที่เต้า เวลาลูกงอแงจะอ้าปากได้รสน้ำนมพอดี จะยอมดูดต่อค่ะ
อดทน 1-2 วัน ลูกจะดูดได้เก่งขึ้นมาก ไม่ต้องกลัวลูกอดนะคะ หยดน้ำนมให้ทันก่อนลูกจะปล่อยปากจากเต้าค่ะ

2) ดูดแล้วหลับ พอวางก็ร้อง
>>> วิธีแก้: ต้องปลุกค่ะ
งดแก้วจิบหรือคัพฟีดเพราะลูกจะรอถูกกรอกอย่างเดียว ไม่ยอมดูดนมแม่เอง พอวางก็ร้อง

เห็นไหมคะ ข้อ 1 & 2 โดนกันมาก เพราะทางรพ. ป้อนแก้วป้อนขวด ลูกดูดนมแม่ไม่เป็น กลับบ้านก็เจอปัญหาคิดว่า "นมไม่พอ"

3) ปั๊มได้น้อย (แถมปั๊มแล้วใส่ขวดอีก อ่านข้อ 1)
เป็นธรรมดาที่เดือนแรกจะปั๊มไม่ออกค่ะ
เพราะร่างกายต้องการลูกใช้ลิ้นดูดกระตุ้น
ไม่ใช่ใช้เครื่องปั๊ม << เป็นเพียงตัวช่วยเท่านั้น

4) นอนไม่นาน ตื่นกลางคืน แม่เหนื่อย งั้นก็เสริมนมผง จะเป็นไรไป (ติดจุกค่ะ อ่านข้อ 1)
วิธีแก้>> แม่นอนกลางวันกับลูกนะคะ
เวลาแม่ท้อง ลูกดิ้นกลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน ถูกไหมคะ จึงต้องใช้เวลาปรับตัว
แม่ก็ด้วยนะคะ ที่ธรรมชาติเค้าให้แม่ท้องแก่ตื่นเข้าห้องน้ำกลางดึกบ่อยๆ ก็เพราะจะให้แม่หัดตื่นเช่นกันค่ะ

5) ดูดทั้งวันทั้งคืน
เพราะหน้าที่ลูกคือดูดกระตุ้นให้แม่สร้างน้ำนมอีก ถ้าอยู่กลางป่าเขาที่ไหน เด็กจะมีชีวิตรอด น้ำนมพอแน่นอนค่ะ
ในทางกลับกัน แม่ที่เสริมนมผง น้ำนมไม่พอทุกคน ไม่เคยเจอใครที่น้ำนมพอเลย
วิธีแก้ >> ให้ดูดค่ะ นอนให้กินบ้าง ใช้เป้อุ้ม/เบบี้สลิงบ้าง หาคนช่วยทำงานบ้าน
ถ้าลูกกินนมแม่ล้วนๆ ฉี่มากกว่า 6 ครั้ง/วัน แสดงว่านมพอค่ะ
ไม่ต้องไปชั่ง ก่อนและหลัง เครียดเกินนะคะ
และไม้ต้องปั๊มออกมาดูค่ะ (อ่านข้อ 3)

6) ลูกงอแง ดูดไปซักพัก จะบ่นไป ร้องไป
นั่นคืออาการของน้ำนมเริ่มฉีดและกลืนไม่ทันค่ะ
วิธีแก้ >> คว่ำหน้าลูกดูดบนอก หรือปั๊มนมออกบางส่วน ระบุว่าเป็นนมส่วนหน้าเพราะจะใสกว่านมส่วนหลัง กระตุ้นให้อึคืะ ให้ทานตอนลูกไม่ค่อยอึได้ (อ่านข้อ 7)

7) อยู่ๆ ลูกไม่อึ
ลำไส้ทารกทำงานดีขึ้นหลังอาทิตย์ที่ 3-4
จะฉี่ตามปกติแต่อึไม่บ่อยเท่าเดือนแรก
วิธีแก้ >> ไม่ต้องสวนค่ะ ให้กินนมแม่ส่วนหน้าที่ปั๊มไว้ ถ้าไม่มีก็จับเข่าลูกชนพุงกะทิเบาๆ หรือจับปั่นจักรยานกลางอากาศ
กล้ามเนื้อที่ทวารหนักจะหย่อนและลูกจะถ่ายได้ง่ายขึ้นค่ะ
ระวังทะลักเพิร์ส เพราะมันจะเยอะมาก ^^"

มีอีกไหมคะ ทำไมจึงคิดว่านมแม่ไม่พอ?
อ้อ หน้าอกเล็ก!

 แม่นมเล็กค่ะ
จริงๆ ไม่เกี่ยวกันเลยนะคะ
ขนาดของเต้าคือไขมัน ส่วนต่อมน้ำนมมีทุกคนค่ะ ผู้ชายยังมีเลยนะคะ
ถ้าลูกดูดกระตุ้นนมแม่บ่อยพอ วันละ 8-10 มื้อ นมอนุบาลก็สามารถเลี้ยงแฝดได้ค่ะ!
หลายคนคอนเฟิร์มนะคะ
ส่วนใครหน้าอกใหญ่ๆ แต่เสริมขวด ป้อนแก้ว เสริมนมผสม ก็จะมีน้ำนมน้อย ลูกหงุดหงิด อ่าน 1 & 2 ค่ะ

อ่านให้หมดนะคะ พลีส  สู้ๆๆ

Credit: นมแม่ แบบแฮปปี้

Sunday, 24 November 2013

สารบัญ นานาความรู้ จาก FB พญ. สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

คลิกที่นี่ เพื่อเข้าอัลบั้ม สารบัญ

ภาวะ Terrible twos

ยาวหน่อยนะคะ แต่เข้าใจลูกวัย Terrible twos ได้มากขึ้นจริงๆ ค่ะ
====================
Terrible twos คำคำนี้ แม่ๆ หลายคนคงเคยได้ยิน และเคยพบเจอกับตัวกันมาแล้ว แต่แม่บางคนยังไม่เคยเจอมาก่อน หรือแม่บางคนอาจจะไม่ต้องเจอเลยก็ได้

Terrible twos เป็นทฤษฎีของทางตะวันตกที่นิยามให้กับพฤติกรรมของเด็กวัยประมาณ 2 ขวบ

Terrible (เทอ'ระเบิล) adj. หมายถึง น่ากลัว,น่าเกรงขาม,ร้ายแรง,สยองขวัญ,มหันต์

Terrible twos ก็น่าจะหมายความว่า "2 ขวบสยองขวัญ"

จะสยองขวัญยังไงบ้าง มีบทความที่น่าสนใจมาให้อ่านกันด้วยค่ะ
Terrible twos คืออะไร

พ่อแม่ที่มีลูกผ่านพ้นวัยประมาณ 2 ขวบมาแล้ว คงจะผ่านภาวะ Terrible twos ของลูกกันมาแล้ว ส่วนพ่อแม่ที่ลูกกำลังเข้าสู่วัยดังกล่าวก็เตรียมรับมือกับภาวะ Terrible twos ของลูกกันได้เลย

อะไรคือ ภาวะ Terrible twos?

ลองนึกถึงภาพที่เจ้าตัวเล็กอารมณ์ดีๆ อยู่ แล้วก็สามารถร้องกรี๊ดลั่นบ้าน หรือหงุดหงิดร้องไห้ลั่นบ้านโดยไม่รู้สาเหตุ ทำเอาคนเป็นพ่อ:-)งงันตามๆ กัน พานนึกว่าลูกเจ็บป่วยหรือโดนมดแมลงกัดหรือไม่ แต่แท้จริงแล้ว ลูกของคุณอาจกำลังเข้าข่ายที่ว่านี้ก็ได้เด็กที่เข้าสู่วัย 2 ขวบ มักมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่รวดเร็วมาก ภาวะอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เช่นนี้เรียกว่า terrible twos เป็นช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของเด็ก จากเด็กที่หัวเราะร่าถูกใจไม่นาน หนูน้อยน่ารักคนเดียวกันนี้ก็จะเปลี่ยนเป็นอาละวาดร้องกรี๊ดลั่นบ้าน เรียกว่า อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ตลอด เพราะลูกกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนจาก เด็กน้อยเตาะแตะ เป็นเด็กที่เดินเหินได้คล่อง ทำให้หนูน้อยสับสนว่าจะออกไปสำรวจโลกให้เต็มที่อย่างใจต้องการหรือจะอยู่กับแม่ดี ทำให้อารมณ์หนูน้อยไม่ดี

แต่อาการแบบนี้จะอยู่สักพัก แล้วก็จะค่อยๆ ลดลง
ก่อนหน้านี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกว่ามีผลต่อภาวะ terrible twos ในเด็กหรือไม่ โดยเริ่มเฝ้าสังเกตการณ์บ้านที่มีลูกวัยเตาะแตะทั้งหมด 60 ครอบครัว ในครอบครัวที่มีลูกวัย 2 ขวบ 6 เดือน จะใช้เวลา 50 นาที และวัย 3 ขวบใช้เวลา 1 ชั่วโมง ในการเฝ้าสังเกตว่า เมื่อเกิดข้อขัดแย้งขึ้นระหว่างแม่กับเจ้าตัวเล็ก บรรดาพ่อแม่ จะมีวิธีจัดการกับลูกอย่างไร

งานวิจัยดังกล่าว พบว่า ครอบครัวที่เด็กควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ค่อยได้ เมื่อเกิดความขัดแย้งกันขึ้น ในที่สุดแล้วแม่จะบังคับข่มขู่ หรือดุลูกให้ทำตามคำสั่งโดยไม่ได้อธิบายเหตุผลให้ลูกเข้าใจ ซึ่งมักจะทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม
ในขณะที่ครอบครัว ซึ่งแม่ลูกมีระดับความสัมพันธ์แน่นแฟ้น เมื่อเกิดข้อขัดแย้งขึ้น แม่กับลูกจะมีการปรับตัวเข้าหากันโดยอัตโนมัติ มีการสลายข้อขัดแย้งและยอมความกันโดยใช้เหตุผล เพื่อพยายามดูแลรักษาความสัมพันธ์นี้ให้มั่นคง จะสามารถมีการประนีประนอมกันได้ นั่นหมายความว่า เด็กในกลุ่มนี้จะมีภาวะ terrible twos ที่ไม่รุนแรงนัก และเด็กๆ มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี สามารถควบคุมตนเองได้ในระดับหนึ่ง

งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าภาวะ terrible twos สามารถจัดการได้ง่าย หากเด็กใกล้ชิดกับครอบครัว และพ่อแม่ตอบสนองลูกด้วยเหตุผล ทำให้ลูกเกิดความรู้สึกมั่นคงและไว้ใจพ่อแม่นั่นเอง

ขณะเดียวกัน ถ้าพ่อแม่เข้าใจถึงพัฒนาการตามวัยของลูกน้อยอย่างเหมาะสมอยู่แล้ว ก็จะทำให้สามารถรับมือกับเจ้าตัวน้อยได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะนั่นหมายถึงในช่วงที่เด็กเข้าสู่วัย terrible twos แต่พ่อแม่เตรียมรับมือ พยายามสรรหากิจกรรมให้ลูกได้สนุกสนานกับกิจกรรมของครอบครัว ก็จะช่วยผ่อนคลายกับความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ ได้
ยกตัวอย่าง กิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็กวัยนี้

ช่วงวัยเตาะแตะไปสู่วัยที่สามารถเดิน วิ่งเองได้แล้ว จะชอบเคลื่อนไหวร่างกาย เพราะกำลังเปลี่ยนผ่านสามารถเคลื่อนไหวร่างกายด้วยตัวเองได้ ก็มักจะชอบปีนป่าย ลูกจะสนุกกับการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ในการเดิน วิ่ง กระโดด หรือปีนป่าย เพราะเขาหรือเธอตัวน้อยสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ ผู้ปกครองอีกต่อไป ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้โลกของเขาก็จะกว้างมากขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าเด็กวัยนี้จะไม่ชอบอยู่นิ่ง จนบางทีถึงขั้นทำให้คนเป็นพ่อแม่เข้าใจผิดคิดเอาเองว่า ลูกเป็นสมาธิสั้นไปซะอีก

กิจกรรมอีกอย่างที่เด็กวัยนี้ชอบมาก คือ การเล่นบทบาทสมมติ เป็นการเล่นที่ทำให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ สะกิดต่อมจินตนาการได้อย่างมากมาย หรือบางครั้งอาจจะเล่นเลียนแบบ เช่น เครื่องครัวเด็กเล่น บ้านตุ๊กตา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเห็นในชีวิตประจำวันและต้องการเลียนแบบ และอาจจะมีการรื้อข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา
ยิ่งถ้าเขาสามารถจับดินสอหรือดินสอสีได้แล้วล่ะก็ เขาจะสนุกสนานกับการขีดๆ เขียนๆ ได้ไม่รู้เบื่อจริงๆ ก็ควรปล่อยให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการอันบรรเจิดได้อย่างเต็มที่ หรือไม่ก็หาตัวต่อ หรือบล็อกให้ลูกได้นำมาเล่นฝึกกล้ามเนื้อมือได้อีกต่างหาก

เรื่องพัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องไม่ยากที่พ่อแม่จะแสวงหาข้อมูล แต่อยู่ที่พ่อแม่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับวัยและพัฒนาการของลูกน้อยได้หรือไม่ เพราะหากเราเข้าใจพัฒนาการตามวัยของลูก ก็สามารถตอบสนองและรับมือได้อย่างทันท่วงที

ดิฉันไม่แปลกใจที่มักจะได้ยินเพื่อนๆ ที่มีลูกอยู่ในวัยเปลี่ยนผ่านดังกล่าว มักจะบอกว่าลูกซน ลูกไม่อยู่นิ่ง ลูกเล่นทั้งวัน บางคนลูกมีภาวะ terrible twos แต่ไม่รู้ ก็เข้าใจว่าลูกดื้อ ลูกซน หรือลูกอารมณ์ร้ายอีกต่างหาก แท้จริงแล้ว พัฒนาการของมนุษย์ในแต่ละช่วง ล้วนมีความสำคัญ และมีช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างรวดเร็วจะเกิดเฉพาะช่วงวัยรุ่นเท่านั้น ช่วงวัยทารกก็มีช่วงเปลี่ยนผ่านเหมือนกัน และในขณะเดียวกันในวัยผู้ใหญ่ ก็มีช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่วัยทอง หรือวัยชรา ก็มีช่วงที่อารมณ์เปราะบางได้ง่ายเช่นกัน
เรียกว่าช่วงชีวิตของมนุษย์ มีอารมณ์เป็นตัวแปรในช่วงเปลี่ยนผ่านในแต่ละวัยทั้งสิ้น ฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจ และเตรียมรับมือกับช่วงวัยต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ก็จะไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

กรณีนี้เป็นกรณีที่สัมพันธ์กับห้วงอารมณ์ของมนุษย์ ที่มีความละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความเข้าใจและการยอมรับจากคนรอบข้างด้วย
จากบทความนี้ จะเห็นว่าจริงๆ แล้ว ภาวะ Terrible twos หรือ 2 ขวบสยองขวัญนี้ ก็เป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งของลูกน้อยนั่นเอง เป็นความตื่นเต้นอยากรู้อยากลองทำในสิ่งที่ลูกไม่เคยได้ทำมาก่อน

ลูกของเราคงจะภาคภูมิใจกับความสามารถของแกที่สามารถทำอะไรได้เองเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ต้องให้แม่ทำให้

หนูเดินเองได้ หนูวิ่งได้ด้วย ดูสิ หนูปีนได้ด้วยนะแม่ เย้ๆๆ ข้างนอกบ้านนั่น แม่เคยอุ้มหนูไป ตอนนี้หนูวิ่งไปได้เองแล้วนะแม่ ถนนนั่นหนูไม่เคยเดินไปเอง หนูเดินไปเองก็ได้นะแม่ !!!

จากที่เคยให้แม่คอยป้อนข้าว คอยหยิบของเล่นให้เล่นให้ดู หนูน้อยของเราก็หยิบจับเองได้ แกใช้มือได้คล่องมากขึ้น แม่ๆ หนูใช้มือได้เก่งมั้ยแม่ ดูสิ หนูขว้างลูกบอลได้แล้ว หนูขว้างของได้ตั้งหลายอย่าง แก้วหนูก็ขว้างได้นะแม่ หนูฉีกกระดาษเป็นแล้ว หนูหยิบเสื้อผ้าออกมาจากตะกร้าได้สบายๆ เลยแม่ดูสิ

อีกหลายๆ ความภูมิใจ ความตื่นเต้นของลูกที่แม่อย่างเราควรจะภาคภูมิใจไปกับแกด้วย แต่หลายๆ ครั้งที่แม่กลับรู้สึกตรงข้ามกับลูก แม่เสียงดังเมื่อลูกปีนป่าย วิ่งไปที่ถนน หรือดุว่าเมื่อลูกขว้างปาข้าวของ ฉีกหนังสือ

อย่าไป !!! อย่าวิ่ง !!! อย่าปีน !!! อย่าฉีก !!! อย่า ............... !!!!!

เด็กตัวน้อยคงจะงง และสับสนไม่น้อยกับอารมณ์ของแม่ ว่าแม่เป็นอะไร ทำไมต้องเสียงดังกับหนู ทำไมต้องห้ามหนู ทำไมต้องตีหนู ...

แกคงสับสนว่า แล้วเราจะทำยังไงดี เราจะวิ่งดีมั้ย เราจะเล่นได้มั้ย เราจะหยิบของอันนี้ได้มั้ย เราจะทำอะไรๆ เอง หรือเป็นแบบเก่า ให้แม่อุ้ม ให้แม่ป้อน ให้แม่ทำทุกอย่างให้เราดีมั้ยนะ เราจะทำยังไงดีเนี่ย........
แกเลยแสดงออกมาแบบสับสนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เพราะว่างงๆ กับอารมณ์ของแม่เหมือนกัน

บางทีแม่ก็ตบมือชื่นชมกับสิ่งที่หนูทำได้ เก่งจังเลยๆๆ แต่ไหงบางทีกลับดุหนูซะได้

แล้วหนูจะทำยังไงดีละแม่ !!!!!!!!!!

ขอขอบคุณบทความเรื่อง "รับมือกับภาวะ Terrible twos ของลูก"
โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน จาก Quality of Life - Manager online
23 เมษายน 2551 ช

ที่มาข้อความ Toddle Barn (Status on 9 July 2013)

สร้างวินัยให้ลูกคุณ2 ขวบปีที่ 2-3

ระหว่างลงรูปของล้อตใหม่ มาอ่านเรื่องนี้รอกันดีกว่าค่ะ ตอนที่ 2 การสร้างวินัยให้ลูกปีที่ 2-3

================================
ขวบปีที่ 2-3
ลูกไม่ได้มีความสามารถในการควบคุมตนเอง(self-control) มาตั้งแต่เกิด แม้ในขวบปีที่2 กล้ามเนื้อของลูกจะแข็งแรงขึ้น เคลื่อนไหวได้มากขึ้น เดินได้ เริ่มพูดได้ และทำอะไรด้วยตัวเองได้มากขึ้น แต่ลูกก็ไม่เข้าใจอะไรอีกหลายอย่าง เช่นไม่เข้าใจว่าถ้าตนทำสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วจะเกิดผลตามมาอย่างไร ไม่เข้าใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร และยังไม่สามารถอดทนกับความคับข้องใจได้ สรุปง่ายๆก็คือ ลูกยังไม่มีความสามารถที่จะคิด วิเคราะห์และตัดสินใจได้ เนื่องจากลูกมีความสามารถที่จะทำอะไรได้หลายสิ่งหลายอย่าง แต่ยังไม่มีการควบคุมตนเองที่ดีพอ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะช่วยลูกและควบคุมลูกให้อยู่ในวินัยในขวบปีที่ 2 และ 3 การฝึกวินัยอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ

วินัยในชีวิตประจำวัน
ในขวบปีที่ 2-3 ระเบียบวินัยที่ต้องฝึกมักจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันนั่นคือ การกิน การนอน การขับถ่าย ฯลฯ ในการฝึกสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความสม่ำเสมอและหนักแน่นในการตอบสนองเด็ก ตัวอย่างเช่น หากจะเริ่มฝึกเด็กให้นอนตรงเวลา เด็กก็อาจจะไม่ยอม อาจต่อต้าน แสดงความไม่พอใจโดยการร้องไห้บ้าง งอแงบ้าง แต่ถ้าคุณยืนยันอย่างหนักแน่นให้ลูกเข้านอนตรงเวลา โดยไม่ต้องโอนอ่อนผ่อนตามไม่ว่าลูกจะงอแงอย่างไรก็ตาม ในที่สุดลูกก็จะทำตามคุณและนอนหลับได้ตรงเวลา ลูกจะเรียนรู้ว่า แม้ไม่ชอบก็จำเป็นต้องทำตาม บทเรียนนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิต เพราะในชีวิตเรามีบ่อยครั้งที่เดียวที่เราต้องทำในสิ่งที่เราไม่ชอบหรือไม่สบอารมณ์ และเราไม่อาจจะได้ทุกอย่างตามที่เราปรารถนา

คำว่า “ไม่”
ในขวบปีที่ 2-3 ลูกสามารถเคลื่อนไหวได้มากขึ้น มีความสนใจใฝ่รู้มากขึ้น รวมทั้งมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ทำให้คุณต้องเริ่มต้นควบคุมลูกและกำหนดขอบเขตให้ลูก วัยนี้เป็นวัยที่คุณจะต้องเอ่ยคำว่า “ไม่” บ่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน ลูกก็จะเอ่ยคำว่า “ไม่” แก่คุณด้วยเช่นกัน การที่ลูกวัย 2 ขวบพูดว่า “ไม่” เมื่อคุณออกคำสั่งให้ทำบางสิ่งบางอย่างนั้นแปลว่า ลูกกำลังบอกคุณว่า ลูกต้องการเป็นตัวของตัวเอง ลูกจะทำในสิ่งที่เขาอยากทำ และบ่อยครั้งที่ลูกต้องการทำสิ่งนั้นๆด้วยตนเองโดยไม่ต้องการให้คุณช่วย (เช่นตักข้าวกินเอง) คุณไม่ควรคิดว่า ลูกกำลังต่อต้านคุณหรือแกล้งที่จะไม่เชื่อฟัง แท้จริงแล้ว นี่เป็นกระบวนการพัฒนาที่เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน ถ้าคุณเข้าใจในข้อนี้ คุณก็จะไม่โกรธเมื่อลูกไม่ทำตามคำสั่ง และคุณจะปฏิบัติกับลูกได้ถูกต้องยิ่งขึ้น เช่น แทนที่จะไปอารมณ์เสียกับลูก (ซึ่งก็จะทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นไปอีก) คุณก็จะค่อยๆพูดกับลูกอย่างหนักแน่น เป็นต้น
การหัดให้ลูกเชื่อฟัง เมื่อคุณสั่งว่า “ไม่” เป็นสิ่งสำคัญ และเป็นก้าวแรกแห่งการฝึกระเบียบวินัย คุณต้องสั่งด้วยความมั่นใจอย่างหนักแน่นด้วยสิทธิอำนาจของความเป็นพ่อแม่ ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องดูแลและชี้นำหนทางที่ถูกให้แก่ลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกกำลังจะทำสิ่งที่เป็นอันตรายหรือทำให้เกิดความเสียหาย

ความสมดุล
แม้ว่าเด็กจะเรียนรู้คำว่า “ไม่” จากคุณ แต่การพูดว่า “ไม่” และห้ามลูกไปเสียทุกอย่างก็เป็นสิ่งที่จะทำลายพัฒนาการหลายด้านของเด็ก เด็กที่ไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งใดตามที่ตนต้องการเลย ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่กล้าทำอะไรเลย ดังนั้นคุณจะต้องเลี้ยงลูกในทางสายกลาง มีทั้งคำสั่งว่า “ลูกทำสิ่งนี้ไม่ได้” และ “ตกลง ลูกจะทำก็ได้” ส่งเสริมให้เรียนรู้และให้ทำอะไรด้วยตนเอง แต่ก็ห้ามลูกด้วยถ้าสิ่งที่ทำนั้นจะเป็นอันตราย พยายามส่งเสริมให้เกิดทั้งความเชื่อมั่นในตนเองและการเป็นตัวของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็สอนลูกให้เรียนรู้กฎระเบียบและขอบเขตที่เหมาะสมด้วย

การร้องกรีดและการดิ้นลงมือลงเท้า
พบได้บ่อยมากในช่วงอายุ 2-3 ปี พฤติกรรมแบบนี้มักเกิดตอนที่เด็กถูกขัดใจและไม่ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ พฤติกรรมนี้จัดว่าเป็นของธรรมดา ถ้าหากคุณจัดการได้ถูกต้อง มันจะหายไปได้เร็ว แต่ถ้าจัดการไม่ถูก ลูกอาจมีพฤติกรรมดังกล่าวต่อเนื่องไปหลายปีก็ได้ การร้องกรีดและดิ้นลงมือลงเท้านั้น ถ้ามองในแง่ลบเป็นการกระทำที่แสดงว่าเด็กควบคุมตัวเองไม่ได้ รอคอยหรืออดทนต่อความคับข้องใจไม่ได้ แต่ถ้ามองในแง่บวกก็เป็นสิ่งที่แสดงถึงความสามารถของบุคคลในอันที่จะบอกให้คนอื่นรู้ว่าตนเองต้องการอะไร (self-assertion) กฎที่สำคัญที่สุดในการจัดการ ก็คือ อย่าให้แรงเสริมเมื่อเด็กมีพฤติกรรมดังกล่าว วิธีจัดการที่ดีที่สุดคือ การเพิกเฉยต่อการดิ้นอาละวาดนั้น(ตราบเท่าที่เด็กไม่มีอันตราย หรือไม่ได้ทำให้ตนเองบาดเจ็บ) ควรพูดว่า “ ลูกร้องแบบนี้ แม่ฟังไม่รู้เรื่อง พอลูกหยุดร้องแล้ว ค่อยมาคุยกับแม่” เมื่อบอกลูกเสร็จคุณก็ควรหลีกไปอยู่ที่อื่น ถ้าเป็นเด็กที่อายุมากกว่า 4 ขวบคุณอาจจะไปอยู่อีกห้องหนึ่ง แต่ถ้าน้อยกว่า 4 ขวบ คุณควรอยู่ในห้องนั้นด้วยแต่ทำงานของคุณไปโดยไม่สนใจเขา (เพราะเด็กวัยต่ำกว่า 4 ขวบยังมีความวิตกกังวลในการแยกจากผู้เลี้ยงดูที่เรียกว่า separation anxiety )

เป็นตัวอย่างที่ดี
สิ่งสำคัญในวัยนี้คือ การเลียนแบบ เด็กเล็กๆชอบเลียนแบบ ดังนั้นการสร้างวินัยโดยให้ลูกเลียนแบบคุณจึงเป็นวิธีที่ง่ายมาก หากคุณอยากให้ลูกทำสิ่งใดก็จงทำให้เป็นแบบอย่าง เช่น หากอยากให้ลูกเก็บของให้เป็นระเบียบ คุณก็ต้องรู้จักวางของให้เป็นที่เป็นทาง ไม่ใช่คุณเองก็ทิ้งเพ่นพ่าน แล้วมาออกคำสั่งให้ลูกเก็บให้เรียบร้อย ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณอาจจะได้ยินลูกตอบกลับว่า “หนูก็ทำเหมือนพ่อนั่นแหละ” หากคุณเป็นแบบอย่างที่ดีทางวินัยตั้งแต่ลูกยังเด็ก ลูกก็จะเก็บสิ่งดีๆที่เห็นจากคุณเข้าไว้ในตัวเขาได้มากทีเดียว ฉะนั้นจงฉวยโอกาสตอนที่ลูกยังเล็ก สร้างวินัยด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีให้มาก เพราะเมื่อลูกโตขึ้นการเลียนแบบพ่อแม่ก็จะน้อยลง ลูกจะหันไปเลียนแบบคนอื่น เช่นเพื่อนฝูง ดารา นักร้อง เมื่อถึงตอนนั้น หากเขาไม่มีวินัยดีๆอยู่ในตัวจากการปลูกฝังของคุณแล้ว เขาอาจจะรับเอาสิ่งแย่เข้ามาเต็มตัวเลยก็ได้

Cr. www.2pasa.com
ที่มาข้อความ Toddle Barn

"น้ำนมน้อย"

หลายๆ ครั้งไม่ใช่น้ำนมน้อยหรอกนะคะ ตัวอย่างเช่น...

ทารกแรกเกิด - 3 เดือน
>> ดูดนมแทบจะตลอดเวลา
- ก็เพราะกระเพาะยังเล็ก และลูกก็ยังเคยได้อาหารแทบจะตลอดเวลาเมื่ออยู่ในครรภ์

>> ลูกไม่นอน ตื่นกลางคืน หลับกลางวัน
- ก็เพราะลูกเคยดิ้นบ่อยตอนกลางคืน ยังต้องใช้เวลาปรับตัวอีกเป็นเดือนค่ะ

>> วางไม่ได้ วางเป็นร้อง
- ก็เพราะลูกเคยอยู่ในครรภ์ของแม่ ที่อุ่นและโอบรัดกายตลอด 9 เดือน

บางทีไม่ใช่เพราะลูก แต่เป็นเพราะแม่นอยด์เพราะเครื่องปั๊มนม
>> ถ้าปั๊มไม่ออก ไม่ใช่เพราะน้ำนมน้อย แต่ต้องได้ลูกดูดกระตุ้น น้ำนมจะออกเองค่ะ
บางครั้งกรวยปั๊มไม่พอดี หรือเครื่องคุณภาพไม่ดีพอ ปั๊มไม่ออก เราจะยิ่งนอยด์ค่ะ
บีเคยปั๊มได้ 1 ออนซ์ตอน 1 เดือน ก่อนนั้นปั๊มจนหัวนมถลอก แต่ไม่ออกเลยค่ะ
** กรุณาอย่าปั๊มแล้วใส่ขวด เพราะติดจุกจะยิ่งเครียด เสียแรงล้าง-นึ่งขวดและที่ปั๊มนม ยิ่งนอยด์ค่ะ

พอ 1-2 เดือน เริ่มไม่อึเพราะลำไส้ทำงานดีขึ้น >> หรือว่านมไม่พอ? (ไม่ใช่นะคะ)

พอ 2-3 เดือนเริ่มเจอกำปั้นตัวเอง เอามือเข้าปาก น้ำลายมาก >> สงสัยหิว หรือว่านมไม่พอ!? / เพราะฟันน้ำนมซี่แรกใกล้ขึ้นค่ะ

อายุ 3-4 เดือน >> เริ่มตื่นบ่อยตื่นมาร้องจ๊ากๆ / เพราะฟันจะขึ้นตอนกลางคืนเวลาหลับสนิทค่ะ น้องจึงตื่นมางอแง

>> บางครั้งดูดนมแม่ซักพักแล้วงอแง ดูดๆ ปล่อยๆ หรือดูดๆ บ่นๆ / เพราะน้ำนมพุ่งแรงค่ะ ให้ปั๊มออกบางส่วนหรือคว่ำหน้าดูด

>> หลายครั้งเลย (เศร้า) ที่ลูกดูดนมแม่ไม่เป็น โดนป้อนขวดตั้งแต่ที่รพ. เจอนมแม่แล้วไหลไม่ทันใจ มีน้ำนมค่ะ แต่ต้องแก้ติดจุกนะคะ

เห็นไหมคะ นี่เป็นเพียง 1 ประเด็นที่เราคิดว่า "น้ำนมน้อย"
แต่มีสาเหตุเยอะไปหมดที่พร้อมอธิบายได้ว่า ไม่ใช่น้ำนมน้อยค่ะ

และขอบอกว่า สิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าลูกได้น้ำนมไม่พอคือ
*** ฉี่ไม่ถึง 6 ครั้งใน 24 ชม. ***
ถ้าลูกฉี่เกิน 6 ครั้ง แสดงว่าได้นมพอค่ะ

และไม่ใช่เพราะแม่ไม่มีน้ำนมนะคะ
แต่เป็นเพราะน้ำนมถูกเอาออกจากเต้าได้น้อย (ต่างกันนะคะ)
ด้วยการที่
1) ลูกดูดผิด อมไม่ลึกพอ อุ้มผิดท่า
2) ลูกมีพังผืดใต้ลิ้นทำให้ดูดได้ไม่ดีนัก
3) ลูกนอนยาวไป มื้อนมไม่พอ (ทารกแรกเกิดควรได้ประมาณ 8-10 มื้อต่อวันค่ะ)

หวังว่าเพื่อนๆ จะเข้าใจลูกรักของเรามากขึ้น และสบายใจขึ้น ให้นมแม่อย่างมีความสุขมากขึ้นนะคะ
น้อยคนมากๆ ที่ให้ลูกดูดกระตุ้นตลอดแล้วจะ "น้ำนมไม่พอ" (เช่น ปัญหาฮอร์โมนผิดปกติซึ่งหายากมาก)
ส่วนมากที่เจอกับแม่ไทย เพราะติดจุกจากโรงพยาบาลซะเยอะ ได้คำแนะนำผิดๆ ได้ยินคำพูดที่บั่นทอนความตั้งใจ แล้วเข้าใจไปเองว่า ชั้นไม่มีนม (Y . Y)

ที่มาข้อความ นมแม่ แบบแฮปปี้

8 คำถามปรามความโกรธและจัดการอารมณ์ในเด็กเล็ก

พอครบ 1 ขวบ ก็เริ่ม demanding เลยเหรอเนี่ย ขัดใจไม่ได้เล้ยยย.....หลายบ้านคงรู้สึกแบบนี้ ลองอ่านเรื่องนี้ดูนะคะ
cr.http://www.ubmthai.com/

=================================
8 คำถามปรามความโกรธและจัดการอารมณ์ในเด็กเล็ก

ความโกรธหรือการโกรธที่เกิดขึ้นกับเด็กนั้น จัดเป็นสภาวะ พื้นฐานทางอารมณ์ของมนุษย์ หากแต่การสอนลูกให้รู้จักวิธีรับมือและควบคุมอารมณ์ ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างฉับพลัน ตั้งแต่เขายังเล็กนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่าง ยิ่ง เพราะถ้าคุณพ่อแม่ปล่อยให้ลูก แสดงอารมณ์โกรธออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเขา เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ความรุนแรงของการแสดงออกของเขาจะมีมากขึ้นตามลำดับอายุวัยของ ลูก และผลลัพธ์ที่จะตามมาก็คือ ลูกจะมีความบกพร่องทางด้านวุฒิภาวะทางอารมณ์ เมื่อเขาต้องเข้าสังคมกับเพื่อนที่โรงเรียน หรือแม้กระทั่งในขณะที่เขา ก้าวเข้า ไปทำงานในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เขาก็จะกลายเป็นบุคคล ที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เลย แล้วคนที่เป็นทุกข์ที่สุดก็คือ ลูกของเราเอง

ดังนั้น คุณ พ่อคุณแม่จึงต้องคอยเอาใจใส่กับอารมณ์โกรธของลูก ตั้งแต่ที่เขายังเล็กอยู่ " บันทึกคุณแม่" ฉบับนี้ จึงหยิบเอาสัมภาษณ์ อ.นพ.ทัศนวัต สมบุญธรรม จากหน่วย พัฒนาการเด็ก ภาควิชาการกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เกี่ยวกับวิธีสยบอารมณ์โกรธเป็นพืนเป็นไฟของลูกตั้งแต่ยังเนิ่นๆ อยู่ และเสริม สร้างความเข้าใจในอารมณ์พื้นฐานของเจ้าตัวเล็กแบบ เต็มๆ

1. เด็กเริ่มมีความรู้สึกโกรธได้ ตั้งแต่สักอายุประมาณเท่าไหร่

จริงๆ ก็ตั้งแต่เล็กเลยนะครับ เด็กเล็กเขาก็มีความต้องการเกิดขึ้นแล้ว และถ้าเกิดว่า ความต้องการนั้นไม่ได้ รับการตอบสนองที่สอดคล้อง เขาก็อาจจะเกิดความโกรธขึ้นได้ เช่น เด็กเล็กๆ ร้อง เพราะหิวนม หรือเพราะผ้าอ้อมเปียกแฉะ แต่โดยปกติแล้วเด็กในขวบปีแรก จะไม่แสดง ความโกรธออกมาอย่างรุนแรงมากนัก เนื่องจากความต้องการของเขา จะเป็นความต้องการ พื้นฐาน วัยที่โกรธแล้วมักจะมีปัญหาเริ่มเมื่อใกล้ขวบครึ่ง หรือสองขวบเป็นต้น ไป เพราะว่าความต้องการของเขาจะขยายขอบเขต นอกเหนือไปจากความต้องการพื้นฐาน แล้ว เช่น บางครั้งเขาอยากจะไปปีนป่ายตรงโน้น อยากจะไปเล่นของที่มีคม หรืออยาก จะไปทดลองอย่างโน้นอย่างนี้ โดยที่เขาอาจจะยังไม่รู้ข้อจำกัดของตัวเอง ก็ทำให้ เวลาที่เขาถูกขัดใจไม่ได้เล่น ไม่ได้ทำอย่างนั้น ก็จะมีอารมณ์กระฟัดกระเฟียด ขึ้นมา

2. ในเรื่องของการขัดใจ คุณพ่อคุณแม่ ที่มีลูกอยู่ในวัยนี้ ควรจะขัดใจลูกดีหรือตามใจลูกดี

ปกติเด็ก ที่มีปัญหาเรื่องร้องไห้ หรืออยากจะทำโน่นทำนี่ หงุดหงิดมาก มักจะเริ่มที่วัย ประมาณสองขวบ ส่วนการสิ้นสุดนั้นไม่แน่นอน บางคนอาจจะเรื้อรังไปถึง 4-5 ขวบหรือ กว่าได้ เขาเรียกว่า "terrible two" คือ เป็นเด็กวัย 2 ขวบ ที่ดื้อ หงุดหงิด ง่าย สิ่งที่เกิดขึ้นในเด็กวัยนี้ก็คือ เด็กต้องการความเป็นตัวของตัวเอง อยากทำ อยากเล่นแบบนั้น ก็อยากจะลองทำด้วยตัวเอง แล้ววัยนี้ก็จะเป็นวัยที่ต่อต้านด้วย หากเราไม่ให้เขาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เขาก็จะทดสอบขอบเขตว่า เราจะยอมให้ทำได้มาก น้อยแค่ไหน เลยดูเหมือนกับว่า เขาท้าทายกับขอบเขตที่เราวางไว้ ซึ่งที่จริงก็ คือ การที่หนูกำลังเรียนรู้กฎเกณฑ์ของโลกนั้นเอง คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยง สิ่งที่อาจยั่วยุให้เขาเกิดอารมณ์หงุดหงิดได้ เช่น เก็บของมีคม หรือของแตกได้ ที่เขาชอบเล่นให้มิดชิด หากเขาบังเอิญไปได้เล่นเข้าแล้ว เราก็ต้องยืนยันไม่ให้ เล่น โดยเอาคืนมาแล้วอาจหันเหความสนใจ ไปยังเรื่องอื่นแทน โดยสรุปก็คือ เด็กควร มีอิสระและสามารถเลือกได้ ในสิ่งที่เราเลือกไว้ให้เขา แล้ว

3. แล้วเราควรจะช่วยเด็กเล็กๆ นี้ในการ พัฒนาอารมณ์ ให้เหมาะสมตามวัยได้อย่างไร

สิ่งที่เราช่วยได้กับ เด็กวัยนี้คือ ให้เขาได้มีความเป็นตัวของตัวเองในกรอบ ในขอบเขตที่เหมาะสม สมมติ ว่าเขาอยากจะทดลองเล่นของบางสิ่งบางอย่าง ถ้าไม่อันตราย ถ้าเป็นสิ่งที่เหมาะสม กับการเรียนรู้ ก็น่าจะให้เขาเล่น เช่น เด็กเล็กๆ จะชอบทดลองโยนของเพื่อให้ของ ตกลงสู่พื้น เขาค่อยๆ เรียนรู้ว่า การโยนของเบาหรือแรง วัตถุต่างชนิดกัน ผลที่ เกิดก็แตกต่างกัน ในกรณีนี้คุณพ่อคุณแม่ควรมีความอดทนเพื่อให้เขาได้เรียนรู้ และสิ่งของที่จะให้เขาเล่นก็ควรเป็นอะไรที่นิ่มและไม่แตก
หากมีสิ่งของใดที่ เขาอยากเล่น แต่ไม่ได้เล่น (ส่วนใหญ่มักเป็นเพราะ เหตุผลด้านความปลอดภัย) แล้ว เขาร้องดั้นขึ้นมา เราก็ต้องยืนยันหนักแน่นตามนั้น คือ ไม่ให้เขาเล่นเพราะว่า สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในวัยนี้ก็คือ การฝึกระเบียบวินัยให้แก่เด็ก ผู้ใหญ่ ควรสร้างขอบเขตแบบแผนที่ชัดเจน และแน่นอนให้แก่เด็ก เพื่อว่าเด็กจะได้เรียนรู้ รูปแบบและกฎเกณฑ์ของชีวิต เช่น เมื่อเขาต้องการอะไรสักอย่างที่ไม่สมควร ครั้ง แรกเขาอาจจะขอแล้วไม่ได้ ครั้งที่สองลองใหม่ก็ยังไม่ได้อีก ครั้งที่สามเมื่อยัง ไม่ได้ เขาก็จะเลิกตอแยไปเลย เพราะรู้แล้วว่า ถึงอย่างไรก็ขอไม่ได้อยู่ดี แต่ หากเรามีความไม่ แน่นอน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่เรื่อยๆ เช่น ครั้งแรกเขาอาจจะขอ ไม่ได้ ครั้งที่สองพอเขาร้องดังแล้วเราเริ่มมีท่าทีใจอ่อน เขาจะเริ่มสับสนแล้ว ว่า เอ๊ะ! จะยังไงกันแน่ ครั้งที่สามเลยร้องดังขึ้นไปอีก ทำท่ากระฟัดกระเฟียด มากขึ้น แล้วเราก็ให้เขาได้เล่นสิ่งนั้นจริงๆ สิ่งที่เขาได้เรียนรู้คือ สงสัย ตอนแรกร้องไม่ดังพอ พ่อแม่เลยไม่ยอมให้นั่นเอง เหตุการณ์ครั้งต่อไปก็จะมีการที่ ดังกล่าวครั้งนี้อีกและยืดเยื้อยาวนานขึ้น อีก

4. เวลาโกรธฮอร์โมนในร่างกายเด็ก จะ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

มนุษย์เราเวลาโกรธมากๆ ก็จะมีการทำงานของ ระบบประสาทซิมพาเธติก (Sympathetic nervous system) โดยอัติโนมัติ ซึ่งจะมีสาร และฮอร์โมนหลายชนิดหลั่งออกมา ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกาย "สู้หรือหนี" (Fight or Flight) หัวใจก็จะเต้นแรงและเร็วขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น กล้ามเนื้อ ต่างๆ พร้อมที่จะต่อสู้หรือถ้าสู้ไม่ไหวก็จะหนี ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเราโกรธ แล้วใจจะสั่น หรือบางคนโกรธแล้วจะมีแรงมาก จนทำอะไรรุนแรงเกินกว่าเหตุหากไม่ยับ ยั่งชั่งใจ

5. ความโกรธสามารถที่จะนำมาดัด แปลง เป็นความสร้างสรรค์ได้บ้างไหม

มันก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่ต้องมีความโกรธ คนเราไม่ใช่เครื่องจักร เพราะฉะนั้นอารมณ์เราจึงมีขึ้นมีลง ความโกรธก็มีข้อดีคือ ทำให้เราได้รู้ว่า สิ่งใดเป็นสิ่ง serious เป็นเสมือน สัญญาณบอกเหตุหรือเตือนภัย แต่บ่อยครั้งทีเดียวที่พอเรามีอารมณ์โกรธแล้วเราควบ คุมตัวเองไม่ได้อยู่ และแสดงออกอย่างผิดๆ เช่น ทำร้ายคนทำลายข้าวของ ตั้งสติไม่ อยู่ หรือไปละเมิดสิทธิ์คนอื่นเขา ในขณะที่บางคนพอเริ่มมีอาการโกรธแล้ว ก็จะรู้ เท่าทันอารมณ์ของตนเอง จะไปขออยู่คนเดียวเงียบๆ สักครู่ หรือออกจากสถานการณ์ ชั่วขณะเพื่อไปตั้งสติ การแก้ปัญหาอารมณ์โกรธอย่างสร้างสรรค์นี้ เป็นสิ่งที่ สามารถปลูกฝังได้ตั้งแต่เด็กยังเล็ก

6. แล้วจะ ปลูกฝังอย่างไรคะ

เช่น ถ้าเด็กโกรธจนก้าวร้าวมาก อาจร้องดิ้น หรือทำร้ายคน ทำลายข้างของ เราก็อาจใช้วิธีปรับพฤติกรรม ที่เรียกว่า Time-Out หรือผมแปลเป็นไทยบอกเด็กๆ ว่า "เวลาสงบสติอารมณ์" ได้ หลักการคือ เราจะเลือก สถานที่ที่น่าเบื่อ ไม่มีอะไรทำ (แต่ต้องปลอดภัยด้วย นั่นคือ เราจะไม่ใช้ห้อง น้ำ ระเบียงหรือห้องนอนของเด็ก) แล้วส่งเขาไปนั่งในที่นั่น โดยไม่ให้ความสนใจ ใดๆ แก่เขาเลย เป็นเวลาเท่ากับอายุเขาเป็นปี เช่น เด็ก 5 ขวบ ก็ 5 นาที หากมี นาฬิกาจับเวลาแบบที่ใช้ในครัว ซึ่งจะมีเสียงเตือนเมื่อครบกำหนดก็จะดีมาก เราจะ ไม่ตอบสนองใดๆ กับเขาเลยในช่วงเวลานั้น เพราะมันจะยิ่งทำให้เขา ร้องมากขึ้นได้ อีก การที่เขาได้ไปนั่งสงบๆ อยู่ตรงนั้น เขาก็จะเรียนรู้ว่า อารมณ์ที่เขา แสดงออกแบบนั้นไม่มีใครยอมรับ และจะเรียนรู้ที่จะสงบสติอารมณ์ ที่พลุ่งพล่าน นั้นด้วยตนเอง จากนั้นเมื่อครบเวลาแล้วเขาก็สามารถลงมาพบ ทำกิจกรรมกับคุณพ่อคุณ แม่พี่น้องได้ตามปกติ แต่ว่าเขาต้องละความโกรธ แล้วทิ้งมันไว้ตรงนั้น
ใน ช่วงต้นหากเด็กยังไม่เคยชินกับวิธีการดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่อาจต้องใช้ความหนัก แน่นกับลูกมากเป็นพิเศษ อาจต้องไปจับเขานั่งตักผู้ใหญ่ (โดยเราไม่พูดคุยกับเขา เลย) หรือหากเขานั่งเองได้บ้าง แต่กระโดดลงมาก่อนที่จะครบกำหนดเวลา เราก็จะส่ง เขากลับไปใหม่โดยไขเวลาย้อนไปเท่ากับเวลาที่เขานั่งมาก่อนแล้วในช่วง ต้น

7. แล้วถ้าเด็กโกรธแล้วแสดงพฤติกรรมที่ไม่ ดีออกมา แล้วคุณพ่อคุณแม่ยิ่งไปตีล่ะคะ

ตรงนี้ต้องระวัง เพราะ ว่าในการตีมีผลเสียอยู่หลายอย่าง เช่น เวลาตี พ่อแม่ก็มักจะเลือกเรื่องที่จะตี คือ ตีเฉพาะเรื่องที่สาหัสสากรรจ์เท่านั้น ทีนี้เรื่องที่หนักหนาอย่างนั้น เด็ก มักจะมีอารมณ์อยู่แล้ว พ่อแม่ก็มักจะมีอารมณ์โกรธอยู่ด้วย ] จึงลงเอยด้วยการตี อย่างรุนแรง ทั้งที่ตัวผู้ใหญ่เองก็ไม่ได้ตั้งใจ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากระบบ ประสาทซิมพาเทติกดังที่ได้กล่าวแล้ว ผลก็คือ จากที่ตั้งใจจะตีเพียงแค่สั่งสอน แต่กลับหลายเป็น จ้ำเขียวห้อเลือดไป จนคุณพ่อคุณแม่มานั่งเสียใจในภายหลัง
ขณะที่ตัวเด็กเองก็จะมีอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเหมือนกัน ซึ่งไม่เหมาะสำหรับการ เรียนรู้ แต่พอเมื่อเขาเกิดอารมณ์นั้น เขาก็ถูกจัดการด้วยอารมณ์ของพ่อแม่ที่ รุนแรงกว่า ตัวใหญ่กว่าการเรียนรู้ด้วยวิธีสันติก็เลยไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากใช้ วิธีสงบสติอารมณ์ตรงนั้น เด็กก็จะเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีกว่า ครอบครัวโดยส่วนใหญ่มักมีผู้ที่กล้าตีเด็กเพียงคนเดียว คือ คุณพ่อหรือคุณแม่ เด็กก็จะเรียนรู้เงื่อนไขอีกอย่างหนึ่งว่า หากทำผิดแบบเดียวกัน แต่คนตีไม่อยู่ เขาก็ไม่ถูกตี ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งว่าสามารถทำความผิดนั้นได้ เป็นการฝึกให้เด็ก มีลักษณะหน้าไหว้หลังหลอก โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ และหากตีบ่อยๆ เด็กก็มักจะเป็น เด็กก้าวร้าว วิธีปรับพฤติกรรมอย่างอื่น มักไม่ได้ผล ผลสุดท้ายครูที่โรงเรียน จัดการไม่ได้ จึงต้องลงเอยด้วยวิธีตีเขา อีก

8. พื้นฐานอารมณ์ในเด็กเล็กเขามีอารมณ์ อะไร ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดบ้าง

เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานอารมณ์ ไม่เหมือนกัน ขนาดเป็นพี่น้องกัน หรือฝาแฝดกันก็ยังไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคน ที่มีพื้นอารมณ์ดั้งเดิม ติดตัวเขามาอยู่แล้ว พื้นอารมณ์คือลักษณะเฉพาะที่เด็ก แต่ละคนตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม เช่น บางคนอาจจะทนกับเสียงหรือแสงที่รบกวนเวลานอน ได้ดี ขณะที่บางคนทนไม่ได้ บางคนชอบกินของแปลกๆ ใหม่ๆ ชอบโลดโผนโจนทะยาน ในขณะ ที่บางคนชอบกินแต่ของที่คุ้นเคย ชอบอยู่คนเดียว เล่นเงียบๆ สงบๆ
เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญหากคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เรียนรู้ลักษณะพื้นอารมณ์ของเด็ก แต่ละคน แล้วคุณพ่อคุณแม่พยายามที่จะปรับสภาวะแวดล้อมหรือการเลี้ยงดู ให้เข้ากับเด็กคน นั้น ก็จะทำให้การเลี้ยงดูเด็กมีความง่ายขึ้น

ที่มาข้อความ Toddle Barn

ลูกโดนเพื่อนแกล้ง

ลูกโดนเพื่อนแกล้ง มันคือ conflict management ฉบับอนุบาลใช่มั้ย

“อยากให้พี่จิบแนะนำทีค่ะ จะสอนลูกให้ป้องกันตัวจากการโดนเพื่อนรังแก แบบที่ไม่ใช่การเอาคืน อ่ะค่ะ
คือสอนลูกว่าเวลาเพื่อนรังแก โดนตีให้เอามือกันไว้ อย่าไปตีคืน ให้ไปบอกครู บอกผู้ใหญ่นะ วันนึงเห็นเพื่อนเอาข้อศอกพยายามมาศอกเค้า เค้าก็ดันออก เพื่อนก็เปลี่ยนวิธี เป็นบีบขา เค้าก็ปัดมือเพื่อนออก เลยไม่รู้ว่าเราสอนลูกผิดรึเปล่าคะ บางคนบอก ทำให้ลูกไม่สู้คน แต่ลูกก็ใช้วิธีที่เราสอนนะคะ และก็ไม่เคยกลับมาฟ้องว่าเพื่อนแกล้ง หรือมีเรื่องกับเพื่อน”

คำถามนี้มาจากน้องที่แม่จิบรู้จักอีกที
พี่ขอตอบทางนี้ เพื่อให้มีประโยชน์ต่อแม่ๆคนอื่นด้วย และเพื่อให้ได้ความเห็นจากแม่ๆที่มีประสบการณ์คล้ายๆกัน

ส่วนตัว แม่จิบไม่นิยมนโยบาย “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ในทุกรูปแบบ (ยกเว้นใครทำลูกชั้นเจ็บ แกตาย.. เอ๊ย ไม่ใช่ อิอิ) แต่เนื่องจากมีแต่ลูกชาย ประเด็นเรื่องการโดนเพื่อนแกล้ง ไม่ว่าจะเป็นแกล้งแบบทำร้ายร่างกาย หรือโดน bully ไม่ให้เข้ากลุ่ม หรืออะไรก็ตาม บอกเลยว่าเราซีเรียสและห่วงมาก เพราะสังคมเด็กชายมันต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งกันที่อาจจะรุนแรง กว่าเด็กหญิงที่แค่สะบัดบ็อบใส่กัน ชิ! พูดง่ายๆ แม่จิบไม่อยากเห็นลูกต้องเข้าสู่วังวนของการชกต่อยกันในทุกรูปแบบ แต่จะมีวิธีไหนที่จะเตรียมพร้อมลูกชายเราให้เติบโตไปแบบเอาตัวรอดได้โดยไม่โดนเพื่อนหาว่าป๊อด นั่นแหละสำคัญ.. ดังนั้น จึงเข้าใจแม่ๆที่มีลูกชายทุกคนที่กลุ้มใจกับเรื่องนี้ และเชื่อว่าแม่ทุกคนคงจะมีวิธีสอนลูกที่ดีในแบบของตัวเอง

สำหรับตัวพี่ ตั้งแต่ลูกเข้าโรงเรียน (เริ่มมีสังคมนอกบ้านที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กคนอื่น) พี่จะสอนลูกว่า

“ห้ามทำร้ายเพื่อน”

ไม่ว่าจะเป็นการทำคนอื่นก่อน หรือโดนเพื่อนทำร้ายก่อนก็ตาม ห้ามโต้ตอบด้วยการทำกลับ – เหตุผลที่พี่ให้กับลูกก็คือ ต่อให้แม่รู้ว่าลูกจะไม่มีวันรังแกคนอื่นก่อน แต่ถ้าเราโดนทำแล้วเราทำกลับ เกิดครูมาเห็นตอนเราเป็นคนไปตีเค้า ครูจะรู้มั้ยว่าเราป้องกันตัว? ครูอาจจะคิดว่าเราเป็นคนไปรังแกคนอื่นก็ได้ ดังนั้น วิธีป้องกันตัวที่ฉลาดกว่าการทำกลับ ก็คือ

1. บอกเพื่อนว่า “อย่าทำแบบนี้ เราไม่ชอบ” เวลาบอกให้บอกด้วยเสียงอันชัดถ้อยชัดคำ หนักแน่น อย่าทำหงอๆ พูดแผ่วๆ เพราะเพื่อนจะยิ่งได้ใจและทำอีก (ถ้าเค้าเกิดอยากแกล้งขึ้นมา) แต่อย่าหนีไปเฉยๆ เพราะเค้าอาจจะยิ่งตามแกล้ง และเราไม่เคยบอกว่าเราไม่ชอบ เค้าจะรู้มั้ยว่าเราไม่อยากให้ทำ ดังนั้น เค้าใช้กำลังกับเรา อาจจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เราอย่าใช้กำลังตอบโต้ แต่ให้ “พูดกันดีๆแบบคนโตๆว่า อย่าทำ เราไม่ชอบ!”
2. ถ้าบอกแล้วเพื่อนไม่ฟัง ให้บอกเพื่อนว่าถ้ายังไม่ฟัง เราจะบอกครู
3. ถ้าเค้าเลิกทำ ก็แปลว่าเค้าอาจไม่ตั้งใจ และยอมเลิกแล้วต่อกัน ถือว่าเราให้โอกาสแล้ว แต่ถ้าเค้ายังทำซ้ำๆ ให้ไปบอกครูว่าเกิดอะไรขึ้นเสมอ
ประเด็นคือ ถ้าเกิดกรณีพิพาทกับเพื่อน ห้ามใช้ระบบศาลเตี้ยตัดสิน ห้ามทำเพื่อน ห้ามใช้กำลังกับเพื่อน ห้ามเรียกคนอื่นมารุม ให้คนจัดการเป็นผู้ใหญ่ (เช่น ครูหรือครูพี่เลี้ยงเท่านั้น) หน้าที่เราคือ บอกความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงจะเป็นการรับมือกับการโดนทำร้ายร่างกายแบบแมนๆ ที่แม่จะปลื้มที่สุด! (ลูกชอบทำสิ่งที่ดีที่สุดในสายตาแม่ และชอบให้แม่ปลื้ม อิอิ)

ส่วนกรณีที่โดนเพื่อน bully หรือ โดนเพื่อนแกล้งแหย่ให้รำคาญ

อันนี้ต้องเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนมีบุคลิคแตกต่างกัน ลูกพี่สองคนโตก็ยังมีบุคลิคไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นคนโต ฮีผ่านช่วงเวลาของการ “เข้าแกงค์, แย่งเพื่อนสนิท, รับเข้าแกงค์, แย่งกันเป็นหัวหน้าแกงค์ และการช่วงชิงพาวเวอร์ของเด็กอนุบาล” มาตั้งแต่ชั้น อ.3 ถามว่าฮีเครียดมั้ย บอกเลยฮีเครียดมาก เพราะลูกพี่เป็นเด็กค่อนข้างขี้อายและไม่กล้าเผอิญหน้ากับ conflict
ฮีใช้เวลาพยายามรับมืออยู่ 1 ปีเต็มๆ กว่าฮีจะซึมซับตรรกะที่แม่สอนว่า
“ลูกจำคำแม่ไว้.. เพื่อนไม่ใช่แฟน ถึงจะต้องมีคนเดียว และคบทีละคน เพื่อนมีได้ทีละหลายๆคน ถ้าเพื่อนคนนี้มีคนอื่นมาแย่งสนิทด้วย เราก็สนิทกันทั้งสามคน แต่ถ้าเราไม่ชอบคนนั้น เราก็ไปสนิทกับเพื่อนคนอื่นได้”
ลูกแม่ไม่ต้องเก็บความช้ำใจมากินใบบัวบกที่บ้าน 555 อันนี้ ลูกจำขึ้นใจ (และหวังว่าฮีจะเก็บไปใช้ตอนโตได้ด้วยเวลาคบผู้หญิง ^^”)

ส่วนลูกคนรอง ฮีไม่สนเรื่องโดน bully และไม่มีใครทำให้ฮีรู้สึกว่าโดน bully ได้ เพราะฮีเชื่อคำสอนของแม่ว่า
“เวลาคบเพื่อน ก็คบเพื่อนที่เราอยู่ด้วยแล้วมีความสุข อยู่กับเพื่อนที่เล่นด้วยแล้วสนุก ไม่ใช่คบเพราะหน้าตา ไม่ใช่คบเพราะฐานะ อย่าจำใจต้องเล่นกับเพื่อนที่ใครๆก็อยากเล่นด้วย หรือเพราะเพื่อนสนิทเราชอบเค้า เราเลยต้องชอบด้วย มันไม่จำเป็น เพราะการคบเพื่อนเป็นสิทธิ์ของเรา เลือกเพื่อนก็เหมือนเลือกแฟน ความรักมันห้ามกันไม่ได้ เพื่อนที่ถูกใจก็เหมือนกัน ถ้าต่างคนต่างอยากเล่นด้วยกันก็เล่น แต่ถ้าเราไม่อยากเล่นกับเรา เราก็เล่นกับคนอื่น หรือถ้าเราไม่อยากเล่นกับเค้า ก็ไปเล่นกับคนอื่น อย่าไปฝืนทน มันไม่สนุกด้วยกันทั้งสองฝ่าย”
จบ! ฮีสุดแสนจะสบายใจ ไม่เคยมีปัญหาเรื่องเข้ากลุ่มเข้าแกงค์ ฮีไม่เคยยึดติดกับเพื่อนคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ฮีสามารถเล่นได้กับเพื่อนทุกคน ย้ายวงเล่นได้ และมีความสุขเสียด้วย เวลาใครไม่ให้เล่นด้วย ฮีก็ไม่คิดมาก เคยถามเหมือนกันว่าเคยเจอเรื่องแบบนี้ที่โรงเรียนหรือเปล่า ฮีตอบชิลๆว่า “เค๊ย” พอถามว่าแล้วฮีทำไง ฮีบอก “ก็ไม่เห็นต้องทำไง ก็เปลี่ยนไปเล่นกับคนอื่นที่มันสนุก” โอเคนะ.. 555 ลูกดิชั้นเป็นตัวของตัวเองดี แม่ชอบ

คำที่เราสอนลูก ลูกบางคนใช้เวลานานกว่าจะซึมซับและเอามาปฏิบัติใช้เพื่อให้ตัวเองมีความสุข มีความสุขกับตัวเอง และมีความสุขกับการเข้าสังคม ส่วนเวลาที่เราเริ่มไม่แน่ใจว่า.. เราสอนลูกถูกไหม เราทำให้ลูกติ๋มไปหรือเปล่า ไม่สู้คนหรือเปล่า

เราน่าจะลองถามตัวเองก่อนว่า ถ้าเป็นตัวเรา เราจะจัดการกับสถานการณ์นั้นแบบไหน? เราอยากให้ลูกเราโตไปแบบแมนๆ หรือตาต่อตา ฟันต่อฟัน หรือเลี่ยงการเผชิญหน้า แล้วถ้าเราเลี่ยงการเผชิญหน้า เราสอนให้ลูกหนีปัญหาหรือรับรู้ว่ามีปัญหาแต่แค่รับมือกับมันโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง?

แต่ที่แน่ๆ ปัญหาของเด็ก เราต้องสอนให้เด็กรับมือกับปัญหา จะได้เป็นพื้นฐานของการจัดการกับปัญหาของตัวเองได้ในอนาคต ไม่ใช่โตไปคอยถามชาวบ้านว่ารู้มั้ย ชั้นลูกใคร? หรือแม้แต่เข้าไปแทรกกลางโดยการไปมีปัญหากับเพื่อนลูกซะเอง ลูกจะเป็นเด็กไม่รู้จักโตค่ะ หรือหนักไปกว่านั้น ไปมีปัญหากับพ่อแม่ของเด็กคนนั้นด้วย อ่อ ที่สำคัญอย่าสอนไปลูกเลยนะคะว่า “ใครทำ มาบอกแม่ เดี๋ยวแม่ไปจัดการฟาดกบาลมันเอง” เอ่อ.. แบบนั้น ตัวใครตัวมันค่ะ อิอิ

Credit FB พี่ยอ
ที่มาข้อความ เพจ แม่จิบ

การให้อาหารเสริมเร็วเกินไปอาจมีผลเสียต่อทารกได้

วันนี้ได้ทราบข่าวร้าย
จึงขออนุญาตนำเสนอข้อเสียของการให้ทานอาหารเสริมก่อนวัยอันควร (6 เดือน) นะคะ
ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของน้อง และขอให้ดวงวิญญาณของน้องไปสู่สุคติค่ะ/ แอดมิน
----------------------
การให้อาหารเสริมเร็วเกินไปอาจมีผลเสียต่อทารกได้
เพราะสารอาหารไม่เหมาะสมกับทารก หรือมีไม่เพียงพอ

ตัวอย่างเช่น
1) เป็นภูมิแพ้หรือขาดโปรตีน
กล้วยและข้าวบดมีโปรตีนน้อยกว่าน้ำนมแม่
ทำให้ลูกขาดโปรตีนได้

นมวัวและโยเกิร์ต มีโปรตีนขนาดใหญ่
กระตุ้นทำให้เกิดภูมิแพ้ต่อโปรตีนนั้นได้
อาการแพ้สามารถแสดงทันทีหลังอาหาร
หรือแพ้สะสม จนไปเป็นภูมิแพ้ในภายหลังได้

2) ขาดอาหารเพราะทานคาร์โบไฮเดรต/แป้ง
แป้งในกล้วย/ข้าว ฯลฯ ขัดขวางการดูดซึม
อิ่มนาน จึงทำให้ลูกขาดอาหารได้ค่ะ

3) ถ่ายเป็นไขมัน
ลูกยังดูดซึมไขมันได้ไม่ดี ส่งผลต่อการย่อย
การดูดซึมและการขับถ่าย

ผลเสียอื่นๆ ของการรีบป้อนทานอาหารเสริม
- ในทารกที่ยังไม่สามารถชันคอได้
ระบบการกลืนอาจยัง ทำงานไม่สัมพันธ์กันดี
ทำให้มีโอกาสสำลักอาหารเข้าไปในหลอดลมได้

- บางคนลำไส้อุดตัน ถ่ายไม่ออก ลำไส้เน่า ต้องผ่าตัดค่ะ
บางคนกระเพาะทะลุ เพราะระบบย่อยยังทำงานได้ไม่เต็มที่
ส่งผลให้มีแก้สมาก งอแง ไม่สบายตัว

- อาหารเสริมที่ให้พลังงานสูง ทำให้ลูกเป็นโรคอ้วนได้

- ลูกอิ่มนาน อาจมีผลทำให้เกิดการปรับตัว
ทำให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น

- อาหารเสริมบางชนิดเติมเกลือ
อาจส่งผลให้ลูกเป็นโรคความดันสูง โรคไต

- อาหารเสริมที่มีน้ำตาล ทำให้ติดหวาน
ฟันผุ ทานอาหารอื่นยาก ไม่ยอมทานอาหารรสธรรมชาติค่ะ

>> แล้ว น้ำ ล่ะ?
ถ้าลูกทานนมแม่ 0-6 เดือน ไม่ต้องทานน้ำค่ะ
เพราะนมแม่มีน้ำมากกว่า 80%
ถ้าให้กินน้ำด้วยจะเปลืองที่ในกระเพาะ
น้ำหนักขึ้นช้า 11% และมีผลให้ขาดอาหารได้ค่ะ

ที่มา นมแม่ แบบแฮปปี้

Saturday, 23 November 2013

วิธีอุ้มแบบเซิ้งกระติ๊บ และซูเปอร์แมน

โดย พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

https://www.facebook.com/photo.php?v=422860041124956&set=vb.591075960918555&type=3&theater

ข้อความแชร์จากfanpageอื่นๆ

ขอแชร์อีกรอบค่ะ
ป้าหมอสาธิตอุ้มท่าซูเปอร์แมน ช่วยลดอาการงอแงของลูก
ลูกจะได้ไม่เกิดภาวะ overfeeding ไม่ต้องใช้เต้าสยบลูกอย่างเดียวค่ะ
โดยเฉพาะทารก 0-3 เดือนที่มี suckling reflex อยากจะดูดๆๆ ทั้งที่ตัวเองก็อิ่มแล้ว แม่ทำงานหลายคนประสบปัญหาเนื่องจากป้อนลูกมากเกินไป ทำให้สต็อกเท่าไหร่ก็ไม่พอ ลองใช้วิธีนี้ดูค่ะ

ตามต้องการของเด็กทารกจะต้องการนมแม่ 1 ออนซ์ต่อ 1 ชม. ที่ห่างแม่ คือถ้าแม่ไปทำงาน 8 ชม. ก็ต้องการ 8 ออนซ์ (อาจเตรียมเกินนิดหน่อยแต่ไม่ใช่ป้อนทีละ 4-5 ออนซ์นะคะ ^^ ) ลองดูค่ะ บางครั้งไม่ใช่น้ำนมไม่พอ แต่เราใช้สต็อกเกินความจำเป็นหรือเปล่า >> ส่งผลให้ลูกงอแง อ้วกพุ่งด้วยค่ะ

ที่มาของข้อความ เพจนมแม่





Monday, 28 October 2013

...เลี้ยงลูกท่าไหน ถึงผลักไสให้เขา กลายเป็น Generation ME...




» Gen ที่หลงตัวเองที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีข่าวที่ฮือฮามากในนิตยสาร “TIME” ที่ทำสกู๊ปหน้าปกเรื่อง “ME ME ME Generation” พร้อมภาพเด็กหญิงวัยสาวกำลังนอนราบกับพื้น และยกกล้องจากโทรศัพท์มือถือขึ้นโน้มลงมาถ่ายรูปหน้าตัวเอง ...

เนื้อหาเกี่ยวข้องกับคนรุ่นใหม่ ที่อ้างข้อมูลของโจเอล สไตน์ จาก “The National Institutes of Health” (สถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกา) พบว่า

คนรุ่นใหม่กว่า 80 ล้านคนในอเมริกาที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1980-2000 นั้นหลงตัวเองเป็นสามเท่าของคนรุ่นพ่อแม่ และกว่า 80% ของคนรุ่นนี้ที่มีอายุต่ำกว่า 23 ปี ต้องการได้งานที่มีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่

คนรุ่นใหม่นั้นได้รับการปลูกฝังเลี้ยงดูภายใต้วัฒนธรรม “แค่เข้าร่วมก็ได้ประกาศนียบัตร” โดยไม่สนใจถึงประสิทธิผล หรือวิธีการ หรือความสำคัญของการเข้าร่วม

ซึ่งทำให้พวกเขามักคิดว่า หากทำงาน พวกเขาควรได้รับการโปรโมตเลื่อนขั้นทุกๆ สองปีโดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาที่ผลงาน หรือประสิทธิภาพ

และจากข้อมูลดังกล่าว เขาเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Generation ME หรือกลุ่มที่มองตัวเองสำคัญที่สุด มองว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่าง หรืออีกคำที่เขาเรียกว่าเป็นกลุ่มหลงตัวเอง

คนที่มี “บุคลิกภาพหลงตัวเอง” สรุปคร่าวๆ มักจะมีอาการ และพฤติกรรม ดังนี้

1) ปฏิกิริยาต่อการวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยความโกรธแค้น สร้างความน่าละอาย/ขายหน้า และความอัปยศน่าอดสู

2) เอาเปรียบผู้อื่น เพื่อตอบสนองความต้องการชนะ หรือวัตถุประสงค์ของตนเอง

3) มีความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนสำคัญมากเกินพอดี

4) พูดขยายเกินกว่าความเป็นจริงเกี่ยวกับความสำเร็จ หรือความสามารถของตนเอง

5) มีใจหมกมุ่นกับจินตนาการความสำเร็จ พลัง อำนาจ ความงาม สติปัญญา หรือรักในอุดมคติ

6) ใช้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล กับสิ่งที่ตนเองชื่นชอบ หลงใหล คาดหวัง

7) ต้องการเป็นที่ชื่นชม ยอมรับ และหลงใหลอยู่ตลอดเวลา

เพิกเฉย ไม่เอาใจใส่ต่อความรู้สึกของผู้อื่น และมีความพยายามเพียงน้อยนิดที่จะแสดงความเห็นใจผู้อื่น

9) คิดหมกมุ่นอยู่กับผลประโยชน์ และความต้องการของตนเอง

10) ไล่ตามเป้าหมายที่เห็นประโยชน์แก่ตนเอง

แม้จะมีความพยายามในการวิเคราะห์สาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แต่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ และส่วนสำคัญที่สุดก็คือ การเลี้ยงดูของพ่อแม่มีส่วนอย่างมาก

แล้วเด็กแบบไหนกันที่มีแนวโน้มถูกเลี้ยงดูให้กลายเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ถูกเรียกว่า Generation ME !!

• ประการแรก : ลูกเป็นศูนย์กลางของบ้าน

ถ้าเปรียบเทียบกับการเลี้ยงดูของชาวจีนก็ประมาณว่าจักรพรรดิน้อย ที่พ่อแม่คอยพะเน้าพะนอ อยากได้อะไรก็ได้ ไม่ว่าจะกิน จะนอน จะเล่น จะเที่ยว จะให้ลูกเป็นผู้กำหนดตั้งแต่เล็ก ยกให้ลูกเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะรักลูกอยากตามใจลูก

โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้กำลังหล่อหลอมให้ลูกของเรากลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง และมองตัวเองสำคัญที่สุด ไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่น

• ประการที่สอง : ลูกไม่เคยผิดหวัง

สืบเนื่องมาจากการเป็นศูนย์กลางของบ้าน เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใหญ่ในบ้านไม่เคยขัด และตามใจมาโดยตลอด จึงมักตอบสนองในทุกเรื่อง แม้บางเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม

เช่น การที่ลูกอยากได้ของเล่นของคนอื่น พ่อแม่ก็จะต้องพยายามหาทางให้ลูกได้ของเล่นชิ้นนั้น ไปขอยืมมา หรือไม่ก็ต้องดิ้นรนหาซื้อของเล่นชิ้นใหม่จนได้ เป็นต้น

• ประการที่สาม : ลูกไม่เคยแพ้

ในที่นี้เป็นเรื่องการแข่งขันที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก เป็นเด็กที่ต้องชนะ ไม่ว่าจเะเป็นการเล่นเกม หรือการเรียนก็ตาม

ยกตัวอย่าง พ่อแม่ที่เล่นกับลูก ถ้าเป็นเกมที่ต้องมีผู้แพ้ชนะ พ่อแม่มักยอมให้ลูกเป็นฝ่ายชนะตลอด เวลาลูกแพ้ ลูกมักร้องไห้ หรืออารมณ์เสีย

แทนที่พ่อแม่จะสอนให้ลูกรู้จักการแพ้ชนะอย่างเป็นธรรมชาติ และถูกต้องตามกฎกติกา และให้เขาได้รู้จักการจัดการกับอารมณ์นั้น

แต่พ่อแม่มักอ้างว่ารักลูก กลัวว่าลูกเสียใจก็เลยยอมแพ้ลูกตลอด จนเมื่อลูกต้องไปมีสังคมของเขาเอง เมื่อเขาแพ้ก็จะรู้สึกทนไม่ได้ ไม่ชอบหน้าอีกฝ่าย หรือบางทีก็กลายเป็นโกรธผู้นั้นไปเลย

• ประการที่สี่ : ลูกไม่เคยลำบาก

ข้อนี้มักเกิดกับกลุ่มพ่อแม่ชนชั้นกลางขึ้นไป ที่ไม่อยากให้ลูกลำบาก ยิ่งถ้าเป็นพ่อแม่ที่เคยผ่านความลำบากมาแล้ว ก็เลยมีความคิดว่าไม่อยากให้ลูกลำบากอีกต่อไป

ซึ่งเป็นความคิด และความเข้าใจที่ผิด เพราะความลำบากจะทำให้ลูกมีภูมิต้านทานชีวิตที่ดี

• ประการที่ห้า : ลูกไม่เคยแก้ปัญหา

พ่อแม่จัดการแก้ปัญหาให้ลูกหมด เพราะคิดว่าลูกยังเด็ก ลูกคงแก้ปัญหาเองไม่ได้หรอก ทั้งที่บางเรื่องเป็นเรื่องเล็กๆ และเป็นเรื่องของเด็ก แต่พ่อแม่ก็ไม่ปล่อยวางให้ลูกได้ฝึกเจอสถานการณ์ด้วยตัวเอง

พ่อแม่เข้าไปแก้ปัญหา และจัดการให้หมด กลายเป็นจุ้นจ้านต่อชีวิตของลูกไปซะอีก เวลาลูกเจอปัญหาอะไรต้องให้เขาฝึกเผชิญด้วยตัวเอง มิเช่นนั้นแล้ว เขาก็จะมองเห็นแต่ตัวเอง

เมื่อเกิดอะไรขึ้นมา เขาจะมองไม่เห็นปัญหาของคนอื่น หรือโทษว่าเพราะคนอื่นทำให้ฉันเกิดปัญหา

• ประการที่หก : ลูกได้รับคำชื่นชม และชมเชยแบบพร่ำเพรื่อ

การชื่นชม หรือชมเชย หรือให้กำลังใจลูกเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องมีความพอดี และเหมาะสมกำกับอยู่ด้วย เพราะถ้าชื่นชมมากเกินไป พร่ำเพรื่อเกินไปก็กลายเป็นสร้างปัญหาด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชื่นชมเพียงแค่เปลือก ชมที่ภายนอก

เช่น ชมว่าลูกแต่งตัวสวย หล่อ หรือหน้าตาดี แต่ไม่ได้ชมที่พฤติกรรมของการทำดี ก็จะทำให้ลูกหลง และถือดีว่าตัวเองหน้าตาดี และนำไปสู่อาการหลงตัวเองได้

+ + ฝากทิ้งท้าย + +

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วมีส่วนทำให้ลูกของคุณเข้าข่ายเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่คิดถึงตัวเอง หรือภาษาของคนชาวอเมริกันที่เขาบอกว่าเข้าข่ายหลงตัวเอง

จนถึงกับบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า “Generation ME” ที่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่มักมองแต่ตัวเอง

จะว่าไปแล้วอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เกิดพฤติกรรมหลงตัวเองก็คือ “สื่อยุคไร้พรมแดน” เพราะสื่อ และเทคโนโลยีที่พุ่งเป้ามาที่ตัวเด็กโดยตรง

และมองว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สุดแสนจะโอชะ เพราะใช้เงินง่าย ตกเข้าไปในกระแสทุนนิยมก็ง่าย ยิ่งบรรดาสมาร์ทโฟนที่เด็กรุ่นใหม่ใช้กันเกลื่อนเมือง ก็ยิ่งเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้กลุ่มคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มอย่างมากที่ก้าวเข้าสู่การเป็น Generation ME ได้ง่ายขึ้น

ตรงกันข้าม ถ้าเด็กเหล่านี้ได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม และถูกวิธี มีการปลูกฝังทักษะชีวิตที่เหมาะสมกับวัย เมื่อถึงวันที่กระแสบริโภคนิยมเข้ามาปะทะตัวเด็กเต็มๆ มีสื่อไฮเทคเข้ามาถึงบ้าน แต่ทักษะชีวิตที่ได้รับการปลูกฝังมาดี

เมื่อถึงเวลานั้น ทักษะที่มี มันจะทำหน้าที่ป้องกันตัวเองได้เป็นอย่างดี

Credit : สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน / Quality of Life / Manager.co.th


From: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151830720864730&set=a.10150225487049730.334450.360925469729&type=1&theater