ถาม: ตอนนี้ลูกแค่ 2 เดือนแต่น้ำนมไม่พอให้ทาน
กินทุกอย่างที่ว่าดี ทำให้มีน้ำนมเยอะ
จะทำไงดีค่ะ
ตอบ: มันไม่อยู่ที่การกินเท่านั้นนะคะ
ถ้าอยากให้มีน้ำนม ต้องให้ดูดกระตุ้นค่ะ
ในกรณีที่"นมไม่พอ" มักไม่ใช่นมไม่พอ
แต่เป็นเพราะหลายอาการของลูกที่ทำให้แม่คิดว่าตนเองนมไม่พอนะคะ
1) ลูกร้องหงุดหงิดเวลาเจอเต้า
แทบทุกคนที่ให้ลูกทานจากขวด จะติดจุกไวมากค่ะ ทำให้ใจร้อนไม่รอน้ำนมแม่ไหล ไม่ดูดเอง เจอเต้าปุ๊บจะร้องทันที
>>> วิธีแก้คือ: งดขวดค่ะ
เสริมนมผสมได้แต่ให้ป้ายน้ำนมที่หัวนม แล้วให้ลูกเข้าเต้า
ค่อยๆ หยดนมแม่ที่เต้า เวลาลูกงอแงจะอ้าปากได้รสน้ำนมพอดี จะยอมดูดต่อค่ะ
อดทน 1-2 วัน ลูกจะดูดได้เก่งขึ้นมาก ไม่ต้องกลัวลูกอดนะคะ หยดน้ำนมให้ทันก่อนลูกจะปล่อยปากจากเต้าค่ะ
2) ดูดแล้วหลับ พอวางก็ร้อง
>>> วิธีแก้: ต้องปลุกค่ะ
งดแก้วจิบหรือคัพฟีดเพราะลูกจะรอถูกกรอกอย่างเดียว ไม่ยอมดูดนมแม่เอง พอวางก็ร้อง
เห็นไหมคะ ข้อ 1 & 2 โดนกันมาก เพราะทางรพ. ป้อนแก้วป้อนขวด ลูกดูดนมแม่ไม่เป็น กลับบ้านก็เจอปัญหาคิดว่า "นมไม่พอ"
3) ปั๊มได้น้อย (แถมปั๊มแล้วใส่ขวดอีก อ่านข้อ 1)
เป็นธรรมดาที่เดือนแรกจะปั๊มไม่ออกค่ะ
เพราะร่างกายต้องการลูกใช้ลิ้นดูดกระตุ้น
ไม่ใช่ใช้เครื่องปั๊ม << เป็นเพียงตัวช่วยเท่านั้น
4) นอนไม่นาน ตื่นกลางคืน แม่เหนื่อย งั้นก็เสริมนมผง จะเป็นไรไป (ติดจุกค่ะ อ่านข้อ 1)
วิธีแก้>> แม่นอนกลางวันกับลูกนะคะ
เวลาแม่ท้อง ลูกดิ้นกลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน ถูกไหมคะ จึงต้องใช้เวลาปรับตัว
แม่ก็ด้วยนะคะ ที่ธรรมชาติเค้าให้แม่ท้องแก่ตื่นเข้าห้องน้ำกลางดึกบ่อยๆ ก็เพราะจะให้แม่หัดตื่นเช่นกันค่ะ
5) ดูดทั้งวันทั้งคืน
เพราะหน้าที่ลูกคือดูดกระตุ้นให้แม่สร้างน้ำนมอีก ถ้าอยู่กลางป่าเขาที่ไหน เด็กจะมีชีวิตรอด น้ำนมพอแน่นอนค่ะ
ในทางกลับกัน แม่ที่เสริมนมผง น้ำนมไม่พอทุกคน ไม่เคยเจอใครที่น้ำนมพอเลย
วิธีแก้ >> ให้ดูดค่ะ นอนให้กินบ้าง ใช้เป้อุ้ม/เบบี้สลิงบ้าง หาคนช่วยทำงานบ้าน
ถ้าลูกกินนมแม่ล้วนๆ ฉี่มากกว่า 6 ครั้ง/วัน แสดงว่านมพอค่ะ
ไม่ต้องไปชั่ง ก่อนและหลัง เครียดเกินนะคะ
และไม้ต้องปั๊มออกมาดูค่ะ (อ่านข้อ 3)
6) ลูกงอแง ดูดไปซักพัก จะบ่นไป ร้องไป
นั่นคืออาการของน้ำนมเริ่มฉีดและกลืนไม่ทันค่ะ
วิธีแก้ >> คว่ำหน้าลูกดูดบนอก หรือปั๊มนมออกบางส่วน ระบุว่าเป็นนมส่วนหน้าเพราะจะใสกว่านมส่วนหลัง กระตุ้นให้อึคืะ ให้ทานตอนลูกไม่ค่อยอึได้ (อ่านข้อ 7)
7) อยู่ๆ ลูกไม่อึ
ลำไส้ทารกทำงานดีขึ้นหลังอาทิตย์ที่ 3-4
จะฉี่ตามปกติแต่อึไม่บ่อยเท่าเดือนแรก
วิธีแก้ >> ไม่ต้องสวนค่ะ ให้กินนมแม่ส่วนหน้าที่ปั๊มไว้ ถ้าไม่มีก็จับเข่าลูกชนพุงกะทิเบาๆ หรือจับปั่นจักรยานกลางอากาศ
กล้ามเนื้อที่ทวารหนักจะหย่อนและลูกจะถ่ายได้ง่ายขึ้นค่ะ
ระวังทะลักเพิร์ส เพราะมันจะเยอะมาก ^^"
มีอีกไหมคะ ทำไมจึงคิดว่านมแม่ไม่พอ?
อ้อ หน้าอกเล็ก!
แม่นมเล็กค่ะ
จริงๆ ไม่เกี่ยวกันเลยนะคะ
ขนาดของเต้าคือไขมัน ส่วนต่อมน้ำนมมีทุกคนค่ะ ผู้ชายยังมีเลยนะคะ
ถ้าลูกดูดกระตุ้นนมแม่บ่อยพอ วันละ 8-10 มื้อ นมอนุบาลก็สามารถเลี้ยงแฝดได้ค่ะ!
หลายคนคอนเฟิร์มนะคะ
ส่วนใครหน้าอกใหญ่ๆ แต่เสริมขวด ป้อนแก้ว เสริมนมผสม ก็จะมีน้ำนมน้อย ลูกหงุดหงิด อ่าน 1 & 2 ค่ะ
อ่านให้หมดนะคะ พลีส สู้ๆๆ
Credit: นมแม่ แบบแฮปปี้
รวบรวมข้อมูล บทความที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับมาดูแลเด็ก จาก Facebook ต่างๆ โดยมีเจตนาเพียงเพื่อการอ้างอิงค้นหาสำหรับเพื่อนฝูงที่มีลูกในวัยไล่เลี่ยกัน มิได้ต้องการจะแอบอ้างเป็นแหล่งข้อมูลแต่อย่างใด ทั้งนี้ผู้รวบรวมได้พยายามใส่ข้อมูลแหล่งที่มาให้ละเอียดเท่าที่จะทำได้ หากมีสิ่งใดสร้างปัญหา หรือความไม่พอใจแก่เจ้าของบทความ สามารถติดต่อเพื่อขอให้ยกเลิกการ publish ข้อความได้ทันที ใครที่จะแชร์บทความย่อยรบกวนไปแชร์ที่บทความต้นฉบับนะคะ เว้นแต่จะแชร์ทั้ง blog ไปเลย เพื่อเราจะได้อยู่ร่วมกันได้นานๆ :)
Wednesday, 25 December 2013
Sunday, 24 November 2013
ท่อน้ำนมอุดตันบ่อยๆ มะเขือเปราะช่วยได้
ท่อน้ำนมอุดตันบ่อยๆ มะเขือเปราะช่วยได้ค่ะ
เมื่อมีอาการบ่งบอกว่าเป็นเต้านมอักเสบ นมมีก้อนแข็งควรปฎิบัติดังนี้
1.อย่าหยุดให้นมข้างที่เป็น เพราะกลัวว่าลูกจะกินไม่ได้
ความจริงคือ ต้องให้ลูกดูดเป็นข้างแรกเสมอ ดูดให้บ่อยขึ้น ปั๊มให้บ่อยขึ้น นมที่ปั๊มอย่าทิ้ง เก็บได้ กินได้ ตามปกติ
จัดท่าให้คางลูกอยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นก้อน อาจต้องตีลังกาดูด ถ้าก้อนอยู่ด้านบน (ตามรูปประกอบ)
อาจให้พ่อแปรงฟันให้สะอาด ลองช่วยดูดดูโดยจินตนาการเหมือนดูดชานมไข่มุกที่ดูดไม่ขึ้น โดยใช้มือช่วยบีบไล่น้ำนมด้วย
2.การประคบอุ่นหรือร้อน จากด้านนอกผิวหนัง อาจไม่ช่วยอะไรมาก เพราะเป็น superficial heat แต่ไม่เสียหายที่จะลองทำดู วิธีที่ได้ผลคือ deep heat โดยการทำอัลตราซาวด์ที่แผนกกายภาพบำบัด ด้วยกำลัง 2 watt/cm2 นาน 5 นาที วันละ 1 ครั้ง โดยทำซ้ำได้ 2-3 วัน (โดยแพทย์เป็นคนสั่งการรักษา) แล้วตามด้วยการบีบน้ำนมไล่ออกมาตามท่อ ร่วมกับการดูดจากลูก จะช่วยให้ที่อุดตันหลุดเร็วขึ้น
3.ต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ถ้าเป็นนานเกิน 48 ชั่วโมงแล้ว ไม่เช่นนั้น อาจพัฒนาจนกลายเป็นฝีได้
ยาปฏิชีวนะที่ใช้ โดยไม่มีปัญหากับการให้นม เช่น dicloxacillin ถ้าแพ้เพนนิซิลลิน ให้ใช้ clindamycin (ปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยา)
4.ถ้ามีจุดสีขาวที่หัวนม (white dot) ถ้าให้ลูกดูดขณะหิวจัดแล้วไม่หลุด ให้ใช้เข็มปลอดเชื้อ (ซื้อที่ร้านขายยา) สะกิดให้หลุด
5.ถ้าเป็นฝีแล้ว ห้ามให้หมอกรีดแผลเด็ดขาด แต่ให้ใช้เข็มเบอร์ใหญ่ที่สุด พยายามดูดออกหนองออกให้หมด อาจดูดซ้ำหลายๆครั้ง และให้ยาปฏิชีวนะให้นานจนฝีหยุบเป็นปกติ โดยไม่ต้องหยุดให้นมลูก และดูดเต้าได้ตามปกติ เมื่อไม่มีบาดแผลที่เต้า คุณแม่ก็ไม่เจ็บเวลาลูกดูด
แต่ถ้ากรีดเป็นแผลแล้ว แม่ก็จะเจ็บมาก จนให้ลูกดูดไม่ได้ และน้ำนมจะซึมรั่วออกทางแผลตลอดเวลา ทำให้แผลไม่สมานปิด แล้วในที่สุด หมอที่กรีดแผล ก็จะบอกคุณแม่ว่า จำเป็นต้องใช้ยาหยุดน้ำนม ที่ชื่อ parlodel เพื่อให้น้ำนมแห้งไปก่อน แล้วเมื่อแผลหายแล้ว ค่อยให้นมใหม่ ซึ่งในความเป็นจริง คือ ไม่มีใครได้กลับมาให้นมแม่ได้อีกเลย เพราะลูกติดขวดไปแล้ว และนมแม่แห้งไปแล้ว การกู้น้ำนมก็จะยากมากจริงๆ จนคุณแม่ถอดใจท้อไปเสียก่อน
ป้าหมอหวังว่า ต่อไปนี้จะไม่มีกรณี การรักษาฝีที่เกิดจากท่อน้ำนมอุดตันโดยการกรีดแผลอีกต่อไปค่ะ เพราะนอกจากทำให้ต้องเลิกให้นมแม่ไปโดยปริยายแล้ว จะเกิดแผลไม่สวยงามที่เต้านมของคุณแม่อีกด้วย (ที่จริงมีรูปแสดง แต่น่ากลัวมาก ก็เลยไม่เอาดีกว่า)
คนที่มีปัญหาท่อน้ำนมอุดตันบ่อยๆ ควรป้องกันโดยวิธีการต่อไปนี้ เพราะเป็นแต่ละครั้ง จะเจ็บปวดมาก และปริมาณนมจะลดลงหลังจากนั้น
1.รักษาเวลาในการระบายน้ำนมออกจากเต้า อย่าทิ้งนมไว้ในเต้านานเกินไป
2.อย่ากินหวาน มัน แป้ง น้ำตาล
3.กินเลซิทิน 1200 มก. 1 เม็ด เช้า/เย็น ถ้าลูกไม่แพ้ถั่วเหลือง
4.ถ้ายังตันบ่อย ให้ลองหยุดแคลเซียมและน้ำมันปลาที่กินอยู่ หลายคนไม่เป็นอีกเลย หลังจากหยุดสองอย่างนี้
5.ควรฝึกวิธีบีบเต้าให้เกลี้ยงด้วยมือ และ การทำจี๊ดที่หัวนม (ดูวิธีทำได้จากคลิปวิดิโอ) เพราะการใช้เครื่องปั๊มนมเพียงอย่างเดียว อาจเอานมออกได้ไม่เกลี้ยงเต้า
6.มีคุณแม่ท่านหนึ่งค้นพบว่า การกินมะเขือเปราะวันละ 5-6 ผล ช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำบ่อยๆได้ หลังจากที่ทำทุกอย่าง 5 ข้อข้างต้นแล้ว ก็ยังเป็นแล้วเป็นอีก แต่หลังจากกินมะเขือเปราะ จะดิบหรือสุกก็ได้ ก็ไม่เป็นอีกเลย ข้อเสีย คือ ถ้ากินดิบ ยางของมะเขือจะเกาะติดฟัน ทำให้ฟันดำ จึงต้องแปรงฟันให้ดี แต่ก็ขัดออกได้ค่ะ คุณแม่ทดลองกินได้นะคะ ไม่เสียหายอะไร
ที่มาข้อความ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ
เมื่อมีอาการบ่งบอกว่าเป็นเต้านมอักเสบ นมมีก้อนแข็งควรปฎิบัติดังนี้
1.อย่าหยุดให้นมข้างที่เป็น เพราะกลัวว่าลูกจะกินไม่ได้
ความจริงคือ ต้องให้ลูกดูดเป็นข้างแรกเสมอ ดูดให้บ่อยขึ้น ปั๊มให้บ่อยขึ้น นมที่ปั๊มอย่าทิ้ง เก็บได้ กินได้ ตามปกติ
จัดท่าให้คางลูกอยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นก้อน อาจต้องตีลังกาดูด ถ้าก้อนอยู่ด้านบน (ตามรูปประกอบ)
อาจให้พ่อแปรงฟันให้สะอาด ลองช่วยดูดดูโดยจินตนาการเหมือนดูดชานมไข่มุกที่ดูดไม่ขึ้น โดยใช้มือช่วยบีบไล่น้ำนมด้วย
2.การประคบอุ่นหรือร้อน จากด้านนอกผิวหนัง อาจไม่ช่วยอะไรมาก เพราะเป็น superficial heat แต่ไม่เสียหายที่จะลองทำดู วิธีที่ได้ผลคือ deep heat โดยการทำอัลตราซาวด์ที่แผนกกายภาพบำบัด ด้วยกำลัง 2 watt/cm2 นาน 5 นาที วันละ 1 ครั้ง โดยทำซ้ำได้ 2-3 วัน (โดยแพทย์เป็นคนสั่งการรักษา) แล้วตามด้วยการบีบน้ำนมไล่ออกมาตามท่อ ร่วมกับการดูดจากลูก จะช่วยให้ที่อุดตันหลุดเร็วขึ้น
3.ต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ถ้าเป็นนานเกิน 48 ชั่วโมงแล้ว ไม่เช่นนั้น อาจพัฒนาจนกลายเป็นฝีได้
ยาปฏิชีวนะที่ใช้ โดยไม่มีปัญหากับการให้นม เช่น dicloxacillin ถ้าแพ้เพนนิซิลลิน ให้ใช้ clindamycin (ปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยา)
4.ถ้ามีจุดสีขาวที่หัวนม (white dot) ถ้าให้ลูกดูดขณะหิวจัดแล้วไม่หลุด ให้ใช้เข็มปลอดเชื้อ (ซื้อที่ร้านขายยา) สะกิดให้หลุด
5.ถ้าเป็นฝีแล้ว ห้ามให้หมอกรีดแผลเด็ดขาด แต่ให้ใช้เข็มเบอร์ใหญ่ที่สุด พยายามดูดออกหนองออกให้หมด อาจดูดซ้ำหลายๆครั้ง และให้ยาปฏิชีวนะให้นานจนฝีหยุบเป็นปกติ โดยไม่ต้องหยุดให้นมลูก และดูดเต้าได้ตามปกติ เมื่อไม่มีบาดแผลที่เต้า คุณแม่ก็ไม่เจ็บเวลาลูกดูด
แต่ถ้ากรีดเป็นแผลแล้ว แม่ก็จะเจ็บมาก จนให้ลูกดูดไม่ได้ และน้ำนมจะซึมรั่วออกทางแผลตลอดเวลา ทำให้แผลไม่สมานปิด แล้วในที่สุด หมอที่กรีดแผล ก็จะบอกคุณแม่ว่า จำเป็นต้องใช้ยาหยุดน้ำนม ที่ชื่อ parlodel เพื่อให้น้ำนมแห้งไปก่อน แล้วเมื่อแผลหายแล้ว ค่อยให้นมใหม่ ซึ่งในความเป็นจริง คือ ไม่มีใครได้กลับมาให้นมแม่ได้อีกเลย เพราะลูกติดขวดไปแล้ว และนมแม่แห้งไปแล้ว การกู้น้ำนมก็จะยากมากจริงๆ จนคุณแม่ถอดใจท้อไปเสียก่อน
ป้าหมอหวังว่า ต่อไปนี้จะไม่มีกรณี การรักษาฝีที่เกิดจากท่อน้ำนมอุดตันโดยการกรีดแผลอีกต่อไปค่ะ เพราะนอกจากทำให้ต้องเลิกให้นมแม่ไปโดยปริยายแล้ว จะเกิดแผลไม่สวยงามที่เต้านมของคุณแม่อีกด้วย (ที่จริงมีรูปแสดง แต่น่ากลัวมาก ก็เลยไม่เอาดีกว่า)
คนที่มีปัญหาท่อน้ำนมอุดตันบ่อยๆ ควรป้องกันโดยวิธีการต่อไปนี้ เพราะเป็นแต่ละครั้ง จะเจ็บปวดมาก และปริมาณนมจะลดลงหลังจากนั้น
1.รักษาเวลาในการระบายน้ำนมออกจากเต้า อย่าทิ้งนมไว้ในเต้านานเกินไป
2.อย่ากินหวาน มัน แป้ง น้ำตาล
3.กินเลซิทิน 1200 มก. 1 เม็ด เช้า/เย็น ถ้าลูกไม่แพ้ถั่วเหลือง
4.ถ้ายังตันบ่อย ให้ลองหยุดแคลเซียมและน้ำมันปลาที่กินอยู่ หลายคนไม่เป็นอีกเลย หลังจากหยุดสองอย่างนี้
5.ควรฝึกวิธีบีบเต้าให้เกลี้ยงด้วยมือ และ การทำจี๊ดที่หัวนม (ดูวิธีทำได้จากคลิปวิดิโอ) เพราะการใช้เครื่องปั๊มนมเพียงอย่างเดียว อาจเอานมออกได้ไม่เกลี้ยงเต้า
6.มีคุณแม่ท่านหนึ่งค้นพบว่า การกินมะเขือเปราะวันละ 5-6 ผล ช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำบ่อยๆได้ หลังจากที่ทำทุกอย่าง 5 ข้อข้างต้นแล้ว ก็ยังเป็นแล้วเป็นอีก แต่หลังจากกินมะเขือเปราะ จะดิบหรือสุกก็ได้ ก็ไม่เป็นอีกเลย ข้อเสีย คือ ถ้ากินดิบ ยางของมะเขือจะเกาะติดฟัน ทำให้ฟันดำ จึงต้องแปรงฟันให้ดี แต่ก็ขัดออกได้ค่ะ คุณแม่ทดลองกินได้นะคะ ไม่เสียหายอะไร
ที่มาข้อความ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ
Labels:
Breast Feeding,
Feeding,
Health,
Nutrition
การส่งเสริมให้ลูกเห็นคุณค่าของตัวเอง
เด็กไม่จำเป็นต้องได้รับคำชมทุกครั้งที่ทำดีหรือประสบความสำเร็จเล็กๆน้อย เช่น แม่ที่อยากให้ลูกว่ายน้ำเป็นแล้วคอยชมลูกอย่างเลิศลอยทุกครั้งที่ลูกเพียงแต่เอาหน้าจุ่มน้ำ หลังจากหนึ่งชั่วโมงผ่านไป ลูกก็ยังเอาหน้าจุ่มน้ำแล้วเรียกให้แม่ดูทุกครั้งเพื่อให้แม่ชมเชย ลูกเลยว่ายไปไม่ถึงไหนเลย เพราะเขาคิดว่าเอาหน้าจุ่มน้ำแล้วทำให้แม่พอใจได้ การชมเชยมากเกินไปจะทำให้เด็กพัฒนาความสามารถในการพึ่งพาตัวเองไม่ได้ เพราะต้องพึ่งพาให้คนอื่นคอยชม แต่ข้อเสียของการชมมากเกินไป ไม่แย่เท่ากับการทำตรงกันข้าม นั่นคือ การดุด่าตำหนิลูกตลอดเวลา
วิธีที่ดีในการสร้างให้ลูกเห็นคุณค่าในตัวเอง คือการแสดงให้เด็กเห็นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อเขา ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องอุทิศตนเสียสละความสุขเพื่อรับใช้เขาตลอดเวลา แต่เป็นการแสดงว่าผู้ใหญ่มีความสนุกและมีความสุขเหลือเกินเวลาที่อยู่กับเขา คอยหัวเราะกับลูกเวลาที่ลูกเล่าเรื่องตลกให้พัง ชื่นชมงานศิลปะที่ลูกทำหรือผลการแข่งกีฬา มีความสุขกับการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การตั้งแคมป์ การแสดงละคร รวมถึงการแสดงออกให้ลูกเห็นว่า ลูกมีความสำคัญเช่นกัน สุภาพและมีเมตตา ไม่หยาบคาย เพิกเฉย หรือไม่เห็นด้วยกับเขา เพียงเพราะว่าเห็นเขาเป็นแค่เด็ก คนที่ฐานะต่ำต้อยที่สุดในบ้าน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้เกียรติกับเด็กมาก หรือเปลี่ยนลูกมาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีสูงที่สุดในบ้าน จนลืมศักดิ์ศรีของพ่อแม่ จนเด็กไม่นับถือพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ทำให้ลูกสำคัญตัวผิด และกลายเป็นคนกร่างในสังคม เช่น หากลูกเรอเสียงดังกลางโต๊ะอาหาร พ่อแม่ควรพูดเตือนให้ลูกปิดปาก แทนที่จะตะคอกว่าเขาให้ได้อาย
วิธีที่ดีในการสร้างให้ลูกเห็นคุณค่าในตัวเอง คือการแสดงให้เด็กเห็นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อเขา ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องอุทิศตนเสียสละความสุขเพื่อรับใช้เขาตลอดเวลา แต่เป็นการแสดงว่าผู้ใหญ่มีความสนุกและมีความสุขเหลือเกินเวลาที่อยู่กับเขา คอยหัวเราะกับลูกเวลาที่ลูกเล่าเรื่องตลกให้พัง ชื่นชมงานศิลปะที่ลูกทำหรือผลการแข่งกีฬา มีความสุขกับการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การตั้งแคมป์ การแสดงละคร รวมถึงการแสดงออกให้ลูกเห็นว่า ลูกมีความสำคัญเช่นกัน สุภาพและมีเมตตา ไม่หยาบคาย เพิกเฉย หรือไม่เห็นด้วยกับเขา เพียงเพราะว่าเห็นเขาเป็นแค่เด็ก คนที่ฐานะต่ำต้อยที่สุดในบ้าน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้เกียรติกับเด็กมาก หรือเปลี่ยนลูกมาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีสูงที่สุดในบ้าน จนลืมศักดิ์ศรีของพ่อแม่ จนเด็กไม่นับถือพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ทำให้ลูกสำคัญตัวผิด และกลายเป็นคนกร่างในสังคม เช่น หากลูกเรอเสียงดังกลางโต๊ะอาหาร พ่อแม่ควรพูดเตือนให้ลูกปิดปาก แทนที่จะตะคอกว่าเขาให้ได้อาย
Credit Facebook พี่ยอ
ที่มาบทความ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ
Labels:
Good Practice,
Parent,
Teaching
พ่อ...ก็ช่วยเลี้ยงลูกได้
เคยรู้สึกไหม...ว่าทำไม สามีไม่ค่อยช่วยเลี้ยงลูกเลย
เราเหนื่อยสายตัวแทบขาด ทำงานสารพัด
ทั้งเลี้ยงลูก ทำงานบ้าน ทำงานประจำของตัวเอง
จนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง
เมื่อสามีกลับมาจากทำงานหรือต่างจังหวัด
ก็จะเล่นกับลูก(บ้าง) ดูบอล ดูทีวี เล่นเกม หรือออกไปสังสรรค์กับเพื่อนนอกบ้าน
กลับไม่(ค่อย)ช่วยแบ่งเบาภาระเราบ้างเลย
แล้วเวลาลูกดื้อ ก็บอกว่าเป็นความผิดเรา หาว่าเลี้ยงลูกไม่เป็นอีก มันน่าน้อยใจนัก
อะไรดีๆ กลับไม่เห็นชม หรือให้กำลังใจสักนิด
เราเป็นคน ก็เหนื่อยเป็น โมโหเป็น ท้อเป็นเหมือนกันนะ
จนบางที อารมณ์เสีย ไปลงกับลูกก็มี...
เฮ้อ..เป็นแม่ที่แย่จริงๆเรา เศร้าจนอยากจะร้องไห้วันละหลายๆรอบ
........................................................
...................................................
.........................................
ปัญหานี้หลายๆบ้านคงจะเคยเกิดขึ้น จากโพสต์ที่แล้ว (เรื่อง แม่ผู้น่าสงสาร)
ผมได้ข้อคิดและแนวทางแก้ไขดังนี้ครับ
1. ผู้ชายส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า หน้าที่การเลี้ยงลูกเป็นของแม่เป็นหลัก
ความคิดนี้อาจสืบเนื่องมายาวนาน ที่ผู้ชายสมัยก่อน เป็นผู้นำครอบครัว
ต้องออกไปทำงาน หาอาหาร ออกรบ เพื่อความอยู่รอด
ภรรยามีหน้าที่ปรนนิบัติ เลี้ยงลูกอยู่บ้าน รอการกลับมาของสามี
แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป ในเมื่อต่างคนต่างทำงาน คงไม่เป็นเรื่องที่ยุติธรรมนัก
ถ้าภรรยาต้องรับหน้าที่ในการเลี้ยงลูก ซึ่งเป็นภาระหนักแต่เพียงผู้เดียว
2. ผู้ชายมักจะยึดติดกับคำว่าผู้นำครอบครัว
ต้องทำงานหาเงิน มีอำนาจปกครองและตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆของบ้าน
ไม่ใช่เรื่องหยุมหยิมแบบการเลี้ยงลูก
จนลืมไปว่า การเป็นผู้นำ ต้องเป็นผู้นำในแบบอย่างสำหรับลูก
โดยเฉพาะบ้านที่มีลูกชาย
หากพ่อไม่ได้ใกล้ชิด เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง จะให้ลูกซึมซับต้นแบบที่ดีได้อย่างไร
3. พ่อและแม่มีบทบาท ข้อดีที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูก
พ่อมักเป็นแบบอย่างที่ดีได้ในเรื่องความหนักแน่น เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว การตัดสินใจ การแก้ปัญหา
ในขณะที่แม่เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความใส่ใจ ละเอียดอ่อน ความลึกซึ้งทางอารมณ์ ความอดทน
คงจะดีไม่น้อยถ้าลูกได้ใกล้ชิดกับทั้งพ่อและแม่เพื่อเรียนรู้ข้อดีข้อเสียของแต่ละคน
ผสมผสานในสิ่งที่ดี จากความรักและความอบอุ่นที่ได้จากพ่อแม่มาไว้กับตัวเอง
4. ทำความเข้าใจว่า ทั้งพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย มีความเป็นส่วนบุคคล
จึงไม่แปลกที่จะมีความคิด ทัศนคติที่แตกต่างกันในเรื่องการเลี้ยงลูก
แต่ทุกคนมีสิ่งที่เหมือนกันคือ ต่างก็รักและปรารถนาดีกับเด็ก
ดังนั้นผู้ใหญ่ควรจะคุยปรับความเข้าใจกัน ประนีประนอมความต้องการของแต่ละคน
เพราะถ้ายังไม่ลงรอยกัน จะเกิดความไม่คงเส้นคงวาในการเลี้ยงลูก ยิ่งเป็นการทำร้ายลูกทางอ้อม
5. เนื่องจากพ่อหลายๆคน ไม่ทราบหรือไม่เข้าใจว่าบทบาทพ่อของตัวเองนั้นสำคัญกับลูกเพียงใด
ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไม่ช่วยเลี้ยงลูก
ดังนั้นการสื่อสารที่ดีจากแม่ จะช่วยให้พ่อหลายๆคนเข้าใจ เห็นความสำคัญของตัวเอง
และร่วมมือในการช่วยเลี้ยงลูกหรือแบ่งเบาภาระแม่ได้มากขึ้น
6. อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ดึงพ่อมาช่วยไม่สำเร็จ คือ
แม่สื่อสารโดยใช้อารมณ์ ตำหนิพ่อ บ่น คร่ำครวญมากเกินไป
โยนงานมาให้ทีเดียวหลายอย่าง ยิ่งทำให้พ่ออึดอัด รำคาญใจและไม่อยากช่วยมากกว่าเดิม
7. ตัวอย่างบทสนทนาที่ดี
“วันนี้ทำงานเหนื่อยไหมจ๊ะพ่อ”
“แม่ขอบคุณพ่อมากเลยนะ ที่ผ่านมาพ่อทำงานหนักเพื่อแม่กับลูกมาตลอด”
“ตอนนี้ พอแม่มีงานมากขึ้น ต้องทำอะไรหลายๆอย่าง จนบางทีอะไรๆมันเลยบกพร่องไปบ้าง
จนตอนนี้แม่เองก็เหนื่อย เครียดที่ดูแลอะไรๆได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะกับลูก”
“แม่เลยอยากขอให้พ่อช่วยเรื่องสอนการบ้านลูกตอนเย็นแทนแม่
แม่จะได้มีเวลาไปเตรียมอาหาร ทำงานบ้าน....พ่อคิดว่ายังไงบ้างจ๊ะ”
“พ่อเป็นคนสำคัญของลูกนะ ถ้าพ่อมีเวลาดูแลลูกมากกว่านี้ ลูกคงมีความสุขมาก”
8. หน้าที่ของผู้นำครอบครัวที่สำคัญอีกอย่างคือ การเป็น “ผู้นำ” ความสุขมาสู่สมาชิกในครอบครัว
เมื่อสมาชิกในบ้านมีปัญหา ต้องพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งเบา แก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้
บางครั้งอาจต้องเสียสละความสุขส่วนตัว หรือเปลี่ยนวิถีชีวิตเดิมๆไปบ้าง
แต่นี่คือสิ่งที่คนเป็นผู้นำต้องทำ เพราะคุณได้ “เลือกแล้ว” ที่จะรักและดูแลรับผิดชอบคนที่อยู่ข้างๆคุณ
เหมือนที่คุณเคยสัญญากับเค้าก่อนเริ่มใช้ชีวิตร่วมกัน
9. ท้ายที่สุด เมื่อคุยข้อตกลงแล้ว พ่อยังไม่สามารถปรับเวลาให้ลงตัวได้
การสื่อสารกันด้วยเหตุผล เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ก็ยังช่วยให้คนเป็นแม่รู้สึกดีขึ้นได้
บางที แม่ก็ไม่ได้ต้องการให้พ่อทิ้งงานมาช่วยเลี้ยงหรอก
ขอแค่กำลังใจ คำพูดดีๆให้กัน แค่นั้นก็พอ เท่านี้แม่ก็มีแรงฮึดสู้ได้แล้ว
10. ข้อนี้สำคัญมาก...ไม่ว่าจะมีใครมาช่วยหรือไม่ช่วยก็ตามแต่
จงเป็นแม่ที่เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตนเอง
หน้าที่นี้ยิ่งใหญ่และน่าภาคภูมิใจ และไม่มีใครทำแทนเราได้
มองเรื่องยากให้เป็นเรื่องท้าทาย สนุกกับมัน
เหนื่อยก็พัก แล้วลุกมาสู้ต่อ
พอวันนึงที่ลูกโตขึ้นคุณจะภาคภูมิใจที่เลี้ยงเค้ามาจนโตได้ขนาดนี้
# หมอไปป์ แฮปปี้คิดส์
ที่มาบทความ ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย
เราเหนื่อยสายตัวแทบขาด ทำงานสารพัด
ทั้งเลี้ยงลูก ทำงานบ้าน ทำงานประจำของตัวเอง
จนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง
เมื่อสามีกลับมาจากทำงานหรือต่างจังหวัด
ก็จะเล่นกับลูก(บ้าง) ดูบอล ดูทีวี เล่นเกม หรือออกไปสังสรรค์กับเพื่อนนอกบ้าน
กลับไม่(ค่อย)ช่วยแบ่งเบาภาระเราบ้างเลย
แล้วเวลาลูกดื้อ ก็บอกว่าเป็นความผิดเรา หาว่าเลี้ยงลูกไม่เป็นอีก มันน่าน้อยใจนัก
อะไรดีๆ กลับไม่เห็นชม หรือให้กำลังใจสักนิด
เราเป็นคน ก็เหนื่อยเป็น โมโหเป็น ท้อเป็นเหมือนกันนะ
จนบางที อารมณ์เสีย ไปลงกับลูกก็มี...
เฮ้อ..เป็นแม่ที่แย่จริงๆเรา เศร้าจนอยากจะร้องไห้วันละหลายๆรอบ
........................................................
...................................................
.........................................
ปัญหานี้หลายๆบ้านคงจะเคยเกิดขึ้น จากโพสต์ที่แล้ว (เรื่อง แม่ผู้น่าสงสาร)
ผมได้ข้อคิดและแนวทางแก้ไขดังนี้ครับ
1. ผู้ชายส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า หน้าที่การเลี้ยงลูกเป็นของแม่เป็นหลัก
ความคิดนี้อาจสืบเนื่องมายาวนาน ที่ผู้ชายสมัยก่อน เป็นผู้นำครอบครัว
ต้องออกไปทำงาน หาอาหาร ออกรบ เพื่อความอยู่รอด
ภรรยามีหน้าที่ปรนนิบัติ เลี้ยงลูกอยู่บ้าน รอการกลับมาของสามี
แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป ในเมื่อต่างคนต่างทำงาน คงไม่เป็นเรื่องที่ยุติธรรมนัก
ถ้าภรรยาต้องรับหน้าที่ในการเลี้ยงลูก ซึ่งเป็นภาระหนักแต่เพียงผู้เดียว
2. ผู้ชายมักจะยึดติดกับคำว่าผู้นำครอบครัว
ต้องทำงานหาเงิน มีอำนาจปกครองและตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆของบ้าน
ไม่ใช่เรื่องหยุมหยิมแบบการเลี้ยงลูก
จนลืมไปว่า การเป็นผู้นำ ต้องเป็นผู้นำในแบบอย่างสำหรับลูก
โดยเฉพาะบ้านที่มีลูกชาย
หากพ่อไม่ได้ใกล้ชิด เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง จะให้ลูกซึมซับต้นแบบที่ดีได้อย่างไร
3. พ่อและแม่มีบทบาท ข้อดีที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูก
พ่อมักเป็นแบบอย่างที่ดีได้ในเรื่องความหนักแน่น เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว การตัดสินใจ การแก้ปัญหา
ในขณะที่แม่เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความใส่ใจ ละเอียดอ่อน ความลึกซึ้งทางอารมณ์ ความอดทน
คงจะดีไม่น้อยถ้าลูกได้ใกล้ชิดกับทั้งพ่อและแม่เพื่อเรียนรู้ข้อดีข้อเสียของแต่ละคน
ผสมผสานในสิ่งที่ดี จากความรักและความอบอุ่นที่ได้จากพ่อแม่มาไว้กับตัวเอง
4. ทำความเข้าใจว่า ทั้งพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย มีความเป็นส่วนบุคคล
จึงไม่แปลกที่จะมีความคิด ทัศนคติที่แตกต่างกันในเรื่องการเลี้ยงลูก
แต่ทุกคนมีสิ่งที่เหมือนกันคือ ต่างก็รักและปรารถนาดีกับเด็ก
ดังนั้นผู้ใหญ่ควรจะคุยปรับความเข้าใจกัน ประนีประนอมความต้องการของแต่ละคน
เพราะถ้ายังไม่ลงรอยกัน จะเกิดความไม่คงเส้นคงวาในการเลี้ยงลูก ยิ่งเป็นการทำร้ายลูกทางอ้อม
5. เนื่องจากพ่อหลายๆคน ไม่ทราบหรือไม่เข้าใจว่าบทบาทพ่อของตัวเองนั้นสำคัญกับลูกเพียงใด
ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไม่ช่วยเลี้ยงลูก
ดังนั้นการสื่อสารที่ดีจากแม่ จะช่วยให้พ่อหลายๆคนเข้าใจ เห็นความสำคัญของตัวเอง
และร่วมมือในการช่วยเลี้ยงลูกหรือแบ่งเบาภาระแม่ได้มากขึ้น
6. อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ดึงพ่อมาช่วยไม่สำเร็จ คือ
แม่สื่อสารโดยใช้อารมณ์ ตำหนิพ่อ บ่น คร่ำครวญมากเกินไป
โยนงานมาให้ทีเดียวหลายอย่าง ยิ่งทำให้พ่ออึดอัด รำคาญใจและไม่อยากช่วยมากกว่าเดิม
7. ตัวอย่างบทสนทนาที่ดี
“วันนี้ทำงานเหนื่อยไหมจ๊ะพ่อ”
“แม่ขอบคุณพ่อมากเลยนะ ที่ผ่านมาพ่อทำงานหนักเพื่อแม่กับลูกมาตลอด”
“ตอนนี้ พอแม่มีงานมากขึ้น ต้องทำอะไรหลายๆอย่าง จนบางทีอะไรๆมันเลยบกพร่องไปบ้าง
จนตอนนี้แม่เองก็เหนื่อย เครียดที่ดูแลอะไรๆได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะกับลูก”
“แม่เลยอยากขอให้พ่อช่วยเรื่องสอนการบ้านลูกตอนเย็นแทนแม่
แม่จะได้มีเวลาไปเตรียมอาหาร ทำงานบ้าน....พ่อคิดว่ายังไงบ้างจ๊ะ”
“พ่อเป็นคนสำคัญของลูกนะ ถ้าพ่อมีเวลาดูแลลูกมากกว่านี้ ลูกคงมีความสุขมาก”
8. หน้าที่ของผู้นำครอบครัวที่สำคัญอีกอย่างคือ การเป็น “ผู้นำ” ความสุขมาสู่สมาชิกในครอบครัว
เมื่อสมาชิกในบ้านมีปัญหา ต้องพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งเบา แก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้
บางครั้งอาจต้องเสียสละความสุขส่วนตัว หรือเปลี่ยนวิถีชีวิตเดิมๆไปบ้าง
แต่นี่คือสิ่งที่คนเป็นผู้นำต้องทำ เพราะคุณได้ “เลือกแล้ว” ที่จะรักและดูแลรับผิดชอบคนที่อยู่ข้างๆคุณ
เหมือนที่คุณเคยสัญญากับเค้าก่อนเริ่มใช้ชีวิตร่วมกัน
9. ท้ายที่สุด เมื่อคุยข้อตกลงแล้ว พ่อยังไม่สามารถปรับเวลาให้ลงตัวได้
การสื่อสารกันด้วยเหตุผล เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ก็ยังช่วยให้คนเป็นแม่รู้สึกดีขึ้นได้
บางที แม่ก็ไม่ได้ต้องการให้พ่อทิ้งงานมาช่วยเลี้ยงหรอก
ขอแค่กำลังใจ คำพูดดีๆให้กัน แค่นั้นก็พอ เท่านี้แม่ก็มีแรงฮึดสู้ได้แล้ว
10. ข้อนี้สำคัญมาก...ไม่ว่าจะมีใครมาช่วยหรือไม่ช่วยก็ตามแต่
จงเป็นแม่ที่เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตนเอง
หน้าที่นี้ยิ่งใหญ่และน่าภาคภูมิใจ และไม่มีใครทำแทนเราได้
มองเรื่องยากให้เป็นเรื่องท้าทาย สนุกกับมัน
เหนื่อยก็พัก แล้วลุกมาสู้ต่อ
พอวันนึงที่ลูกโตขึ้นคุณจะภาคภูมิใจที่เลี้ยงเค้ามาจนโตได้ขนาดนี้
# หมอไปป์ แฮปปี้คิดส์
ที่มาบทความ ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย
Labels:
Behavior,
Good Practice,
Parent,
Teaching
ควรให้ เด็กเล็กดูทีวี หรือไม่ อันตรายจริงหรือ ????
ในที่นี้จะหมายถึงแผ่นดีวีดี ยูทูบ ไอแพด ไอโฟน ซัมซุงกาแลคซี่ คอมพิวเตอร์ ด้วยนะคะ
"ลูกชายวัย 4 ขวบชอบดูหนังจากซีดีวันละหลายๆชั่วโมง บางครั้งก็เลียนแบบท่าต่อสู้จากในหนังหรือเอาไปเล่นกับเพื่อนๆจนร้องไห้ เคยอ่านพบว่าเด็กที่ดูทีวีนานๆจะมีพัฒนาการช้า ชอบเลียนแบบและกลายเป็นเด็กก้าวร้าวในที่สุด จะแก้ปัญหาอย่างไรดี เคยใช้วิธีชวนทำกิจกรรมอื่นหรือชวนไปเที่ยวแล้ว แต่ไม่ได้ผล"
สมาคมกุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็กแนะนำว่า เด็กแรกเกิดถึง 18 เดือน ไม่ควรดูทีวี วัย 18 เดือนถึง 4 ขวบไม่ควรดูเกินวันละครึ่งชม. เด็กวัย 4 ขวบขึ้นไปไม่ควรดูทีวีนานเกินวันละ 1 ชม. เพราะจะทำให้มีปัญหาต่อไปนี้
ขาดทักษะทางด้านอื่นๆ หรือพัฒนาการช้า เนื่องจากไม่มีเวลาเหลือพอที่จะทำกิจกรรมอื่นซึ่งมีประโยชน์มากกว่า เช่น การเล่นสมมติ การวาดรูประบายสี การสื่อสารพูดคุยกับผู้อื่น ทำให้พูดช้า ความสามารถด้านการอ่านหนังสือไม่ดี ทำให้ผลการเรียนไม่ดี
เด็กจะขาดทักษะในการหาทางออก ในเวลาที่เกิดความเบื่อหน่าย ไม่สบายใจ หงุดหงิด แทนที่จะใช้เวลาว่างไปกับการทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ ทำให้ขาดความคิดริเริ่มและสร้างสรร หรือเมื่อมีปัญหาคับข้องใจ ก็จะใช้วิธีดูทีวีเพื่อฆ่าเวลาหรือลืมปัญหาที่เกิดขึ้น แม้เป็นการชั่วคราวก็ยังดี
การไม่ได้ออกไปวิ่งเล่น ขี่จักรยาน ทำให้ขาดทักษะด้านการเคลื่อนไหว ไม่ได้ออกกำลังกาย ทำให้เป็นคนงุ่มง่าม อ่อนแอติดโรคง่าย
เป็นโรคอ้วนเนื่องจากการนั่งอยู่หน้าจอทีวีมีการใช้พลังงานน้อยมาก ประกอบกับอาจทานขนมขบเคี้ยวขณะดูทีวี
อยากทานขนมหรืออยากได้ของเล่นที่อยู่ในโฆษณา ทำให้มีปัญหาไม่กินข้าว เพราะอิ่มขนมที่ไม่มีประโยชน์ สิ้นเปลืองเงินทอง
เด็กจะเลียนแบบและซึมซับสิ่งที่เห็นจากทีวีทำให้เกิดพฤติกรรมไม่ดีตามมา เช่น ความก้าวร้าว บางครั้งเลียนแบบฮีโร่ซึ่งมีความสามารถพิเศษเช่นเหาะได้ ทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้นผู้ปกครองต้องคอยอธิบาย อย่าให้นั่งดูอยู่คนเดียว
หากดูรายการที่น่ากลัวก็อาจเก็บไปฝันร้ายได้
บางคนใช้ทีวีเลี้ยงลูก เปิดรายการเด็กให้ดูตลอดทั้งวันเพราะคิดว่าไม่มีพิษภัย จริงอยู่ว่า ตอนนี้เราเลือกโปรแกรมให้ลูกได้ แต่อีกหน่อยเขาใช้รีโมทเป็น เด็กก็จะเลือกเปิดดูเลือกรายการเองได้ ยิ่งถ้ามีทีวีในห้องส่วนตัวของเด็ก ยิ่งอันตราย
ทางที่ดีอย่าให้ลูกติดทีวีตั้งแต่ต้น สอนให้เขารู้ว่าเราอยู่กันอย่างสงบๆเงียบๆ นั่งอ่านหนังสือ ฟังเพลง ล้อมวงกันเล่านิทาน ก็มีความสุขได้โดยไม่ต้องใช้ทีวี
มีค่านิยมที่ผิด เช่น ต้องหน้าตาดี หุ่นผอมบางแบบนางแบบจึงจะสวย ไม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางจิตใจ เนื่องจากทีวีไม่สามารถนำเสนอความเป็นจริงได้ทั้งหมด
มีปัญหาพฤติกรรมผิดปกติ คล้ายเด็กไฮเปอร์สมาธิสั้น คล้ายเด็กออทิสติก หมอเคยพบเด็กอายุ 3 ขวบมาด้วยเรื่องไม่พูด ไม่สบตา ชอบเล่นคนเดียว คุณแม่ไม่แน่ใจว่าลูกเป็นออทิสติกหรือไม่ แต่พอพบจิตแพทย์เด็ก คุณหมอยังไม่ฟันธงว่าเป็นอะไร แต่บอกให้ที่บ้านปิดทีวี เพราะเด็กดูทีวีตั้งแต่ตื่นจนเข้านอนเลย ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมอดดูไปด้วย (ผลพลอยได้คือผู้ใหญ่ก็รู้สึกได้รับการปลดปล่อยพันธนาการจากทีวีด้วย ทำให้มีเวลาทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้น เช่นไปเดินเล่น หรือปิ๊กนิคกัน) ผลคือลูกสบตาและพูดคุยกับคนอื่นมากขึ้นภายใน 2 วัน
การจะให้ลูกเลิกดูทีวี คือ ต้องใจแข็งค่ะ ลูกโวยวายก็อย่าตามใจ ถ้าร้องไห้หนวกหู ก็หาอะไรอุดหูไว้ อาจบอกว่าทีวีเสียหรือสัญญาณล่ม หรือเครื่องเล่นแผ่นซีดีพัง แล้วหากิจกรรมอื่นให้ลูกทำ อย่าให้เขาว่าง เพราะจะคิดถึงทีวีมากขึ้น เวลาผ่านไป 2-3 อาทิตย์ ค่อยเปิดทีวีได้ แต่อธิบายว่า ต่อไปนี้ไม่มีการดูเกินวันละ 1 ชม.และเลือกโปรแกรมที่ดีเท่านั้น ไม่ให้ดูประเภทต่อสู้ ถึงเวลานี้เขาก็เริ่มชินกับการไม่มีทีวีและรู้จักใช้เวลาในการทำกิจกรรมอื่นที่สร้างสรรมากขึ้น บอกลูกถึงข้อเสียของการดูทีวี พูดไปเถอะค่ะ ไม่เข้าใจตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ที่สำคัญคือ พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ควรดูทีวีเยอะเช่นกัน
Credit Facebook พี่ยอ
"ลูกชายวัย 4 ขวบชอบดูหนังจากซีดีวันละหลายๆชั่วโมง บางครั้งก็เลียนแบบท่าต่อสู้จากในหนังหรือเอาไปเล่นกับเพื่อนๆจนร้องไห้ เคยอ่านพบว่าเด็กที่ดูทีวีนานๆจะมีพัฒนาการช้า ชอบเลียนแบบและกลายเป็นเด็กก้าวร้าวในที่สุด จะแก้ปัญหาอย่างไรดี เคยใช้วิธีชวนทำกิจกรรมอื่นหรือชวนไปเที่ยวแล้ว แต่ไม่ได้ผล"
สมาคมกุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็กแนะนำว่า เด็กแรกเกิดถึง 18 เดือน ไม่ควรดูทีวี วัย 18 เดือนถึง 4 ขวบไม่ควรดูเกินวันละครึ่งชม. เด็กวัย 4 ขวบขึ้นไปไม่ควรดูทีวีนานเกินวันละ 1 ชม. เพราะจะทำให้มีปัญหาต่อไปนี้
ขาดทักษะทางด้านอื่นๆ หรือพัฒนาการช้า เนื่องจากไม่มีเวลาเหลือพอที่จะทำกิจกรรมอื่นซึ่งมีประโยชน์มากกว่า เช่น การเล่นสมมติ การวาดรูประบายสี การสื่อสารพูดคุยกับผู้อื่น ทำให้พูดช้า ความสามารถด้านการอ่านหนังสือไม่ดี ทำให้ผลการเรียนไม่ดี
เด็กจะขาดทักษะในการหาทางออก ในเวลาที่เกิดความเบื่อหน่าย ไม่สบายใจ หงุดหงิด แทนที่จะใช้เวลาว่างไปกับการทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ ทำให้ขาดความคิดริเริ่มและสร้างสรร หรือเมื่อมีปัญหาคับข้องใจ ก็จะใช้วิธีดูทีวีเพื่อฆ่าเวลาหรือลืมปัญหาที่เกิดขึ้น แม้เป็นการชั่วคราวก็ยังดี
การไม่ได้ออกไปวิ่งเล่น ขี่จักรยาน ทำให้ขาดทักษะด้านการเคลื่อนไหว ไม่ได้ออกกำลังกาย ทำให้เป็นคนงุ่มง่าม อ่อนแอติดโรคง่าย
เป็นโรคอ้วนเนื่องจากการนั่งอยู่หน้าจอทีวีมีการใช้พลังงานน้อยมาก ประกอบกับอาจทานขนมขบเคี้ยวขณะดูทีวี
อยากทานขนมหรืออยากได้ของเล่นที่อยู่ในโฆษณา ทำให้มีปัญหาไม่กินข้าว เพราะอิ่มขนมที่ไม่มีประโยชน์ สิ้นเปลืองเงินทอง
เด็กจะเลียนแบบและซึมซับสิ่งที่เห็นจากทีวีทำให้เกิดพฤติกรรมไม่ดีตามมา เช่น ความก้าวร้าว บางครั้งเลียนแบบฮีโร่ซึ่งมีความสามารถพิเศษเช่นเหาะได้ ทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้นผู้ปกครองต้องคอยอธิบาย อย่าให้นั่งดูอยู่คนเดียว
หากดูรายการที่น่ากลัวก็อาจเก็บไปฝันร้ายได้
บางคนใช้ทีวีเลี้ยงลูก เปิดรายการเด็กให้ดูตลอดทั้งวันเพราะคิดว่าไม่มีพิษภัย จริงอยู่ว่า ตอนนี้เราเลือกโปรแกรมให้ลูกได้ แต่อีกหน่อยเขาใช้รีโมทเป็น เด็กก็จะเลือกเปิดดูเลือกรายการเองได้ ยิ่งถ้ามีทีวีในห้องส่วนตัวของเด็ก ยิ่งอันตราย
ทางที่ดีอย่าให้ลูกติดทีวีตั้งแต่ต้น สอนให้เขารู้ว่าเราอยู่กันอย่างสงบๆเงียบๆ นั่งอ่านหนังสือ ฟังเพลง ล้อมวงกันเล่านิทาน ก็มีความสุขได้โดยไม่ต้องใช้ทีวี
มีค่านิยมที่ผิด เช่น ต้องหน้าตาดี หุ่นผอมบางแบบนางแบบจึงจะสวย ไม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางจิตใจ เนื่องจากทีวีไม่สามารถนำเสนอความเป็นจริงได้ทั้งหมด
มีปัญหาพฤติกรรมผิดปกติ คล้ายเด็กไฮเปอร์สมาธิสั้น คล้ายเด็กออทิสติก หมอเคยพบเด็กอายุ 3 ขวบมาด้วยเรื่องไม่พูด ไม่สบตา ชอบเล่นคนเดียว คุณแม่ไม่แน่ใจว่าลูกเป็นออทิสติกหรือไม่ แต่พอพบจิตแพทย์เด็ก คุณหมอยังไม่ฟันธงว่าเป็นอะไร แต่บอกให้ที่บ้านปิดทีวี เพราะเด็กดูทีวีตั้งแต่ตื่นจนเข้านอนเลย ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมอดดูไปด้วย (ผลพลอยได้คือผู้ใหญ่ก็รู้สึกได้รับการปลดปล่อยพันธนาการจากทีวีด้วย ทำให้มีเวลาทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้น เช่นไปเดินเล่น หรือปิ๊กนิคกัน) ผลคือลูกสบตาและพูดคุยกับคนอื่นมากขึ้นภายใน 2 วัน
การจะให้ลูกเลิกดูทีวี คือ ต้องใจแข็งค่ะ ลูกโวยวายก็อย่าตามใจ ถ้าร้องไห้หนวกหู ก็หาอะไรอุดหูไว้ อาจบอกว่าทีวีเสียหรือสัญญาณล่ม หรือเครื่องเล่นแผ่นซีดีพัง แล้วหากิจกรรมอื่นให้ลูกทำ อย่าให้เขาว่าง เพราะจะคิดถึงทีวีมากขึ้น เวลาผ่านไป 2-3 อาทิตย์ ค่อยเปิดทีวีได้ แต่อธิบายว่า ต่อไปนี้ไม่มีการดูเกินวันละ 1 ชม.และเลือกโปรแกรมที่ดีเท่านั้น ไม่ให้ดูประเภทต่อสู้ ถึงเวลานี้เขาก็เริ่มชินกับการไม่มีทีวีและรู้จักใช้เวลาในการทำกิจกรรมอื่นที่สร้างสรรมากขึ้น บอกลูกถึงข้อเสียของการดูทีวี พูดไปเถอะค่ะ ไม่เข้าใจตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ที่สำคัญคือ พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ควรดูทีวีเยอะเช่นกัน
Credit Facebook พี่ยอ
ที่มาข้อความ Facebook สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ
สอนลูก...รับมือความสูญเสีย ตอนที่ 1
บทความนี้ถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร ModernMom ฉบับเดือนสิงหาคม 2556 ครับ
...ช่วงเวลาที่เด็กเติบโต อาจพบเจอกับเรื่องราวความสูญเสีย
ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่เสียชีวิต หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงตาย
เมื่อเด็กต้องพบเจอเรื่องราวเหล่านี้
คุณพ่อคุณแม่จะมีวิธีการอย่างไรในการสอนลูกให้รู้จักเรื่องความตาย
และทำใจยอมรับการสูญเสียได้
## เข้าใจการตาย...ที่เป็นเหมือนเรื่องไกลตัว?
เมื่อต้องพูดถึงเรื่องความตายกับลูก คุณพ่อคุณแม่ อาจมีความคิด ความรู้สึกหลายๆอย่างเกิดขึ้น
บางคนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดแบบไหนให้เหมาะสม และลูกเข้าใจ
บางคนคิดว่าไม่จำเป็นเพราะพูดไปลูกก็คงไม่เข้าใจ จำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้ด้วยหรือ
รอให้โตน่าจะเข้าใจได้เองได้หรือไม่
บางคนรู้สึกกลัว กังวลใจว่าลูกจะได้รับผลกระทบทางจิตใจ
บางคนคิดว่าเป็นเรื่องอัปมงคลถ้าพูดเรื่องตายกับลูก
จึงเลี่ยงที่จะไม่ตอบกับคำถามของลูกเรื่องนี้
อย่าลืมว่า...ความตาย เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้น
รวมทั้งมนุษย์เรา ที่มีวงจรชีวิตแบบ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
เราจะเห็นภาพการเกิด การเจ็บป่วย ความแก่ชรา ในชีวิตของเราได้อย่างคุ้นเคย
เพราะเป็นสิ่งที่ประสบในชีวิตเราและคนรอบข้างบ่อยๆ
แต่เราลดทอนภาพของการตาย เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก เป็นเรื่องน่ากลัว
เมื่อนึกถึงการตาย เราจะนึกได้แค่ภาพที่โรงพยาบาล วัด หรือสุสานเท่านั้น
ไม่ใช่เรื่องที่สัมผัสอยู่ในชีวิตประจำวัน
เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้ คนทั่วไปจึงเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องความตาย มองเรื่องความตายเป็นเรื่องไกลตัว
ดังนั้นเมื่อวันหนึ่ง เราต้องเผชิญหน้ากับเรื่องความตาย
เราเองก็ยากที่จะปรับใจ เพราะไม่เคยเตรียมตั้งรับกับเรื่องแบบนี้.....
แล้วลูกของเราล่ะ จะเป็นยังไง?
## ทำความเข้าใจ..กับความเข้าใจเรื่องความตายของลูกน้อย
ความเข้าใจเรื่องการตาย มีอยู่ 4 องค์ประกอบ
1. Irreversibilty ความตายเป็นเรื่อง “ไปไม่กลับ”
ไม่สามารถย้อนคืนหรือฟื้นมาเหมือนเดิมได้
ต่างจากของเล่น ของใช้ ซึ่งเมื่อผุพังเรายังอาจซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้
2. Finality/ Non-functionality ความตายเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต
ซึ่งการใช้ชีวิตและการทำงานต่างๆจะสิ้นสุดลงอย่างถาวร
3. Inevitability/ Universality ความตายเป็นเรื่องสากล
เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
4. Causality ความตายมีสาเหตุการก่อให้เกิดและที่มาที่ไปเสมอ
ตามพัฒนาการด้านความคิด
เด็กในช่วงวัย 3-6 ปี ยังไม่สามารถเข้าใจหลักการดังกล่าวได้ชัดเจน จนกว่าจะอายุประมาณ 9-10 ปี
เพราะเด็กยังเต็มไปด้วยความคิดเชิงจินตนาการ
ยังไม่สามารถแยกแยะโลกแห่งความเป็นจริงกับจินตนาการได้ทั้งหมด
## ยิ่งปกปิด หรือพูดอ้อมค้อมเกินไป ลูกอาจจะยิ่งสับสนและหวาดกลัวมากกว่าเดิม
น้องก๊อตวัย 5 ขวบ สังเกตว่าแม่ร้องไห้ หน้าตาเคร่งเครียด
เวลาแม่คุยกับพ่อจะกระซิบเบาๆ เหมือนไม่อยากให้ก๊อตได้ยิน
ก๊อตถามแม่ในสิ่งที่ตัวเองสงสัย แม่บอกก๊อตว่า “ไม่มีอะไรจ้ะลูก”
โดยไม่ทราบว่าคุณยายซึ่งใกล้ชิดกับน้องก๊อตเสียชีวิตไปแล้วจากโรคหัวใจเมื่อคืนนี้
ก๊อตยิ่งสงสัย และคิดว่าตัวเองอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่เป็นเช่นนั้น
เป็นเพราะตัวเองดื้อ ซนอย่างที่แม่เคยดุ ก๊อตรู้สึกผิด ซึมเศร้า และไม่ร่าเริงเหมือนเดิม
จนวันรุ่งขึ้น แม่บอกก๊อตว่า
คุณยายไปสวรรค์แล้ว คุณยายแค่นอนหลับไป แล้วจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก
คืนนั้น ก๊อตไม่ยอมเข้านอน เมื่อถูกบังคับให้เข้านอน
ก๊อตงอแง อยู่นานกว่าจะหลับได้ เป็นติดๆกันหลายคืน
แม่มารู้ทีหลังว่า เป็นเพราะก๊อตกลัวว่า ถ้านอนแล้วจะไม่ตื่นแบบคุณยาย
การสอนลูกให้รู้จักและเข้าใจเรื่องความตาย
คล้ายๆกับการสอนเรื่องเพศศึกษาตอนลูกเป็นวัยรุ่น
ยิ่งเราปกปิด อ้อมค้อม จะยิ่งทำให้ลูกสงสัย และเข้าใจ(ไปเอง)แบบผิดๆได้
ดังนั้น พ่อแม่ควรคุยกับลูกเรื่องนี้ด้วยท่าทีปกติ ทำให้เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนเวลาเราสอนลูกเรื่องอื่นๆ
เรามักจะเลี่ยงใช้คำอื่นๆแทนการใช้คำว่า “ตาย” เพื่อความนุ่มนวลขึ้น เช่น ไปสวรรค์, เสีย, สิ้นใจ
ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องถูกผิดอะไรมากมาย
...แต่ระวังว่ายิ่งใช้คำอ้อมๆมากเท่าไหร่ อาจทำให้เด็กเกิดความสับสนมากขึ้นเท่านั้น
ที่มาข้อความ ชมรมจิตแพทย์ เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย
...ช่วงเวลาที่เด็กเติบโต อาจพบเจอกับเรื่องราวความสูญเสีย
ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่เสียชีวิต หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงตาย
เมื่อเด็กต้องพบเจอเรื่องราวเหล่านี้
คุณพ่อคุณแม่จะมีวิธีการอย่างไรในการสอนลูกให้รู้จักเรื่องความตาย
และทำใจยอมรับการสูญเสียได้
## เข้าใจการตาย...ที่เป็นเหมือนเรื่องไกลตัว?
เมื่อต้องพูดถึงเรื่องความตายกับลูก คุณพ่อคุณแม่ อาจมีความคิด ความรู้สึกหลายๆอย่างเกิดขึ้น
บางคนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดแบบไหนให้เหมาะสม และลูกเข้าใจ
บางคนคิดว่าไม่จำเป็นเพราะพูดไปลูกก็คงไม่เข้าใจ จำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้ด้วยหรือ
รอให้โตน่าจะเข้าใจได้เองได้หรือไม่
บางคนรู้สึกกลัว กังวลใจว่าลูกจะได้รับผลกระทบทางจิตใจ
บางคนคิดว่าเป็นเรื่องอัปมงคลถ้าพูดเรื่องตายกับลูก
จึงเลี่ยงที่จะไม่ตอบกับคำถามของลูกเรื่องนี้
อย่าลืมว่า...ความตาย เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้น
รวมทั้งมนุษย์เรา ที่มีวงจรชีวิตแบบ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
เราจะเห็นภาพการเกิด การเจ็บป่วย ความแก่ชรา ในชีวิตของเราได้อย่างคุ้นเคย
เพราะเป็นสิ่งที่ประสบในชีวิตเราและคนรอบข้างบ่อยๆ
แต่เราลดทอนภาพของการตาย เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก เป็นเรื่องน่ากลัว
เมื่อนึกถึงการตาย เราจะนึกได้แค่ภาพที่โรงพยาบาล วัด หรือสุสานเท่านั้น
ไม่ใช่เรื่องที่สัมผัสอยู่ในชีวิตประจำวัน
เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้ คนทั่วไปจึงเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องความตาย มองเรื่องความตายเป็นเรื่องไกลตัว
ดังนั้นเมื่อวันหนึ่ง เราต้องเผชิญหน้ากับเรื่องความตาย
เราเองก็ยากที่จะปรับใจ เพราะไม่เคยเตรียมตั้งรับกับเรื่องแบบนี้.....
แล้วลูกของเราล่ะ จะเป็นยังไง?
## ทำความเข้าใจ..กับความเข้าใจเรื่องความตายของลูกน้อย
ความเข้าใจเรื่องการตาย มีอยู่ 4 องค์ประกอบ
1. Irreversibilty ความตายเป็นเรื่อง “ไปไม่กลับ”
ไม่สามารถย้อนคืนหรือฟื้นมาเหมือนเดิมได้
ต่างจากของเล่น ของใช้ ซึ่งเมื่อผุพังเรายังอาจซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้
2. Finality/ Non-functionality ความตายเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต
ซึ่งการใช้ชีวิตและการทำงานต่างๆจะสิ้นสุดลงอย่างถาวร
3. Inevitability/ Universality ความตายเป็นเรื่องสากล
เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
4. Causality ความตายมีสาเหตุการก่อให้เกิดและที่มาที่ไปเสมอ
ตามพัฒนาการด้านความคิด
เด็กในช่วงวัย 3-6 ปี ยังไม่สามารถเข้าใจหลักการดังกล่าวได้ชัดเจน จนกว่าจะอายุประมาณ 9-10 ปี
เพราะเด็กยังเต็มไปด้วยความคิดเชิงจินตนาการ
ยังไม่สามารถแยกแยะโลกแห่งความเป็นจริงกับจินตนาการได้ทั้งหมด
## ยิ่งปกปิด หรือพูดอ้อมค้อมเกินไป ลูกอาจจะยิ่งสับสนและหวาดกลัวมากกว่าเดิม
น้องก๊อตวัย 5 ขวบ สังเกตว่าแม่ร้องไห้ หน้าตาเคร่งเครียด
เวลาแม่คุยกับพ่อจะกระซิบเบาๆ เหมือนไม่อยากให้ก๊อตได้ยิน
ก๊อตถามแม่ในสิ่งที่ตัวเองสงสัย แม่บอกก๊อตว่า “ไม่มีอะไรจ้ะลูก”
โดยไม่ทราบว่าคุณยายซึ่งใกล้ชิดกับน้องก๊อตเสียชีวิตไปแล้วจากโรคหัวใจเมื่อคืนนี้
ก๊อตยิ่งสงสัย และคิดว่าตัวเองอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่เป็นเช่นนั้น
เป็นเพราะตัวเองดื้อ ซนอย่างที่แม่เคยดุ ก๊อตรู้สึกผิด ซึมเศร้า และไม่ร่าเริงเหมือนเดิม
จนวันรุ่งขึ้น แม่บอกก๊อตว่า
คุณยายไปสวรรค์แล้ว คุณยายแค่นอนหลับไป แล้วจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก
คืนนั้น ก๊อตไม่ยอมเข้านอน เมื่อถูกบังคับให้เข้านอน
ก๊อตงอแง อยู่นานกว่าจะหลับได้ เป็นติดๆกันหลายคืน
แม่มารู้ทีหลังว่า เป็นเพราะก๊อตกลัวว่า ถ้านอนแล้วจะไม่ตื่นแบบคุณยาย
การสอนลูกให้รู้จักและเข้าใจเรื่องความตาย
คล้ายๆกับการสอนเรื่องเพศศึกษาตอนลูกเป็นวัยรุ่น
ยิ่งเราปกปิด อ้อมค้อม จะยิ่งทำให้ลูกสงสัย และเข้าใจ(ไปเอง)แบบผิดๆได้
ดังนั้น พ่อแม่ควรคุยกับลูกเรื่องนี้ด้วยท่าทีปกติ ทำให้เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนเวลาเราสอนลูกเรื่องอื่นๆ
เรามักจะเลี่ยงใช้คำอื่นๆแทนการใช้คำว่า “ตาย” เพื่อความนุ่มนวลขึ้น เช่น ไปสวรรค์, เสีย, สิ้นใจ
ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องถูกผิดอะไรมากมาย
...แต่ระวังว่ายิ่งใช้คำอ้อมๆมากเท่าไหร่ อาจทำให้เด็กเกิดความสับสนมากขึ้นเท่านั้น
ที่มาข้อความ ชมรมจิตแพทย์ เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย
Labels:
Good Practice,
Parent,
Teaching,
Toddler
Subscribe to:
Posts (Atom)
